สภาลมหายใจเชียงใหม่ ยื่นแผนแก้ปัญหาฝุ่นควันให้กับมือ “บุญเลิศ”รับปาก อบจ.หนุนเต็มที่

133

“สภาลมหายใจเชียงใหม่” จัดประชุมขับเคลื่อนความร่วมมือป้องกันแก้ไขปัญหาฝุ่นควันและมลพิษอากาศอย่างยั่งยืน  “บุญเลิศ” นายก อบจ.เชียงใหม่ ร่วมเวทีพร้อมรับหนังสือข้อเสนอแนะและแผนการทำงาน เบื้องต้นรับปากสนับสนุนเต็มที่ โดยรับปีนี้สถานการณ์ส่อรุนแรงหนัก98579eaa7e19ba7f1b86be55a8bf0e8e.jpgวันนี้(30 ก.ย.62) ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ80พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ สภาลมหายใจเชียงใหม่ ซึ่งก่อตั้งขึ้นจากการรวมตัวกันขององค์กรต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่กว่า 30 องค์กร ทั้งภาคประชาชน,ภาคเอกชน และภาควิชาการ จัดการประชุมและแถลงข่าวเรื่องการพัฒนาความร่วมมือและการสนับสนุน สภาลมหายใจเชียงใหม่ เพื่อการขับเคลื่อนพื้นที่ปฏิบัติการ 30 ตำบลนำร่อง ใน 25 อำเภอ จัดการ “โครงการชุมชน  ดินน้ำป่า อากาศยั่งยืน” เพื่อลดฝุ่นควัน  e9e18ea0f2dc6b8ef152220cdfe01464.jpgภายใต้การการสนับสนุนขององค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ โดยนายบุญเลิศ บูรณปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมพร้อมรับหนังสือข้อเสนอเกี่ยวกับการป้องกันแก้ไขปัญหาคุณภาพอาหารและฝุ่นควันของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว จากนายชัชวาล ทองดีเลิศ ตัวแทนสภาลมหายใจเชียงใหม่8f9779c3f8d199c0854775d2f6f536e7.jpgทั้งนี้เนื้อหาหนังสือระบุว่า “โครงการชุมชน  ดินน้ำป่า อากาศยั่งยืน”เป็นการดำเนินการจัดทำแผนบูรณาการในพื้นที่ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ดำเนินการพื้นที่รูปประธรรมในการจัดการลดฝุ่นควันในระยะยาว 30 ตำบล ที่ร่วมดำเนินการโดยสภาองค์กรชุมชนตำบลและเครือข่ายกลุ่มชาติติพันธ์นำร่องใน 25 อำเภอของจังหวัดเชียงใหม่ มุ่งเน้นให้เกิดการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจฐานราก ปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตเพื่อลดฝุ่นควัน โดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อมของชุมชนในทุกมิติ,การจัดการที่ดินทำกินสิทธิทำกิน ,การปลูกไม้เศรษฐกิจในพื้นที่ทำกินในชุมชนในเขตป่า,การจัดระบบสวัสดิการชุมชนเพื่อคุณภาพชีวิตประชากรทุกกลุ่มทุกวัย และการสร้างความตระหนักถึงปัญหาฝุ่นควันและการเตรียมตัว เตรียมบ้าน ให้พร้อมเผชิญภาวะฝุ่นควัน โดยเฉพาะกลุ่มเด็ก และผู้สูงอายุ7976f2e68ba1135e06388c29a95a234d.jpgโดยขอรับการสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดในเรื่องต่างๆได้แก่ การจัดทำแผนบูรณาการของชุมชนในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน,การสนับสนุนการดำเนินการปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตการใช้นวัตกรรมการผลิตลดฝุ่นควัน,การสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการทำแนวกันไฟ การชิงเผา การดับไฟ, การจัดทำระบบเตือนภัยมลพิษฝุ่นควันในระดับตำบลและสร้างอาสาสมัครเตือนภัยฝุ่นควัน,การจัดทำข้อมูลปัญหามลพิษฝุ่นควันและการป้องกันตนเองจะทำเอกสารความรู้เพื่อเผยแพร่ให้กับทุกชุมชน และดำเนินการสื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างความตระหนักร่วมของคนเชียงใหม่เรื่องผลกระทบจากฝุ่นควันและมลพิษอากาศ จัดกิจกรรมเชื่อมประสานระหว่างคนบนดอยคนในป่ากับคนในเมือง จัดกิจกรรมลดฝุ่นควันในเมือง การหยุดใช้รถเพื่อลดมลพิษ Car Free Day กิจกรรมเทศกาล Countdown ก่อนฤดูฝุ่นควัน เป็นต้น6f9949b5d80ed15a9ecdb3ac40c336c6.jpgนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า เบื้องต้นจากการประเมินยอมรับว่าสถานการณ์ปัญหาหมอกควันไฟป่าและค่าฝุ่นละอองขนาดเล็กของจังหวัดเชียงใหม่ในปีนี้ อาจจะมีแนวโน้มที่รุนแรงกว่าปีที่ผ่านๆ มา อย่างแน่นอน เห็นได้จากสถานการณ์ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่เพิ่มสูงเกินมาตรฐานแล้วเร็วกว่าปกติของทุกปี อย่างไรก็ตามยืนยันว่าจะเตรียมการ และร่วมมือกับทุกภาคส่วน รวมทั้งสภาลมหายใจเชียงใหม่อย่างเต็มที่เพื่อป้องกันแก้ไขปัญหานี้270c9c4f2ced1bcfb502d188676aea47.jpgนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ บอกด้วยว่า เบื้องต้นได้รับข้อเสนอของสภาลมหายใจ ที่จะนำไปใช้ในการวางแผนและทำงานร่วมกัน โดยมั่นใจว่าข้อเสนอต่างๆนั้น ทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่สามารถทำได้ทันเกินครึ่งอย่างแน่นอน และทุ่มเทศักยภาพทุกอย่างที่มีเพื่อเรื่องนี้ สำหรับการเตรียมการพร้อมรับสถานการณ์นั้น เวลานี้ได้สั่งซื้อเครื่องวัดคุณภาพอากาศเตรียมไปติดตั้งในจุดที่มีความจำเป็นและจุดเสี่ยงที่คนในพื้นที่สามารถเห็นได้อย่างชัดเจนให้ครบทุกจุด เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหรือโรงเรียนต่างๆ เป็นต้น นอกจากนี้เตรียมจัดซื้อเครื่องเป่าลมอเนกประสงค์ สำหรับเป็นเครื่องมืออุปกรณ์ให้เจ้าหน้าที่ดับไฟใช้ พร้อมกันการจัดทำฝายชะลอน้ำเพื่อกักเก็บความชุ่มชื้น และการสร้างแหล่งกักเก็บน้ำ ซึ่งจะช่วยป้องกันแก้ไขปัญหาระยะยาว8130268c7e84b1ccc5d8c5cfdeca3137.jpgด้านนายชัชวาล ทองดีเลิศ ตัวแทนสภาลมหายใจเชียงใหม่ กล่าวว่า ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหายังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้แต่ระเบียบอำนาจกฎหมายสั่งการและไล่จับกุมชาวบ้าน โดยจะเห็นได้ว่าช่วง 12 ปีที่ผ่านมาปัญหาไม่ได้คลี่คลายลงและรุนแรงมากขึ้น จนคนเชียงใหม่รู้สึกอึดอัดมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นสิ่งที่มีผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่มากขึ้นทำให้ทนไม่ได้ นำมาสู่การเกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายจากทุกภาคส่วนรวมตัวกันขึ้นมาเพื่อผลักดันขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหา โดยมองว่ากระบวนการสำคัญในเวลานี้คือต้องเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการแก้ไขปัญหาที่ไม่ใช่แค่ลดการเผาอย่างเดียวแต่มันยังสัมพันธ์กับวิถีชีวิตต่างๆ ที่จะต้องแก้ทั้งระบบให้เห็นผลระยะยาวและยั่งยืน ด้วยการเอาทุกฝ่ายมาร่วมกันแก้ไขปัญหา หลักการสำคัญไม่ยุ่งเกี่ยวการเมืองและทุกฝ่ายมาร่วมกัน โดยใช้ข้อมูลข้อเท็จจริงจากพื้นที่ให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาในฐานะที่ต่างคนต่างมีส่วนในการก่อให้เกิดปัญหา.