(คลิป)หนุ่มใหญ่นามสกุลดังเปิดใจยันไม่ได้ขืนใจนร สาว17หลอกว่าอายุ23และยินยอม

2128

หนุ่มใหญ่นามสกุลดัง ยืนยันไม่ได้พรากผู้เยาว์หรือบังคับขืนใจเด็ก นร.สาวอายุ 17 ปี ที่แม่จูงขึ้นโรงพักแจ้งความ ชี้แจงรู้จักกันในสถานบันเทิงครั้งแรกเด็กบอกอายุ23ปี ต่อมาทราบความจริงจึงเว้นระยะห่าง เผยแม่เด็กรู้เรื่องมาแต่แรกแถมยังฝากฝังช่วยสอดส่องดูแลพฤติกรรมและให้ตามกลับบ้านเวลาหนีเที่ยวกลางคืน ย้ำไม่ได้เป็นผู้มีอิทธิพล เตรียมเข้าพบพนักงานสอบสวนด้วยตัวเองแสดงความบริสุทธิ์ใจและใช้กระบวนการยุติธรรมพิสูจน์
ความคืบหน้ากรณีวานนี้(4พ.ย.62) นางเอ(นามสมมติ)อายุ42ปี พร้อมด้วยลูกสาวชื่อนางสาวเอ็ม (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เข้าพบพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่ปิง อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อแจ้งความ ดำเนินคดีกับนายชลัมกรณ์ กัลยาณมิตร ซึ่งเป็นผู้ใช้เฟซบุ๊คชื่อ “ชลัมกรณ์ กัลยาณมิตร” ในข้อหาพรากผู้เยาว์และ ความผิดตามพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ หลังจากที่นายชลัมกรณ์ ได้ใช้เฟซบุ๊คดังกล่าวโพสต์ภาพนางสาวเอ็มที่ถ่ายคู่กับนายชลัมกรณ์ และบรรยายข้อความประจานให้ได้รับความอับอายเสียหาย โดยเฉพาะในเรื่องที่มีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับนางสาวเอ็ม อายุ17ปี อย่างลึกซึ้ง ซึ่งเบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้รับแจ้งความไว้ พร้อมส่งตัว นางสาวเอ็ม ไปตรวจร่างกาย ที่โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ และจะให้พนักงานสอบสวนหญิงทำการสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมทั้งจะติดตามตัวนายชลัมกรณ์ ให้เข้าพบสอบปากคำต่อไป
วันนี้(5พ.ย.62) นายชลัมกรณ์ กัลยาณมิตร อายุ 44 ปี เปิดเผยว่า ยอมรับว่าตัวเองเป็นคนที่ถูกนางเอ(นามสมมติ) พร้อมด้วยลูกสาวชื่อนางสาวเอ็ม (นามสมมติ) อายุ 17 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนมัธยมชื่อดังแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ เข้าแจ้งความ อย่างไรก็ตามยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาพรากผู้เยาว์และไม่ได้ข่มขืนนางสาวเอ็ม ตามที่ถูกกล่าวหา ซึ่งจะขอไปให้การรายละเอียดทั้งหมดกับพนักงานสอบสวนและต่อสู้ในชั้นศาลต่อไป โดยยอมรับว่ารู้จักกับนางสาวเอ็ม เมื่อเดือน เม.ย.62 ในช่วงวันสงกรานต์ที่ผ่านมา ในสถานบันเทิงแห่งหนึ่งย่านถนนห้วยแก้ว ในตัวเมืองเชียงใหม่ ระหว่างที่ต่างคนต่างเข้าไปใช้บริการ ซึ่งนางสาวเอ็ม บอกว่าอายุ 23 ปี และด้วยความที่นางสาวเอ็ม สามารถเข้าไปเที่ยวในสถานบันเทิงได้ อีกทั้งจากรูปร่างและการแต่งตัวแล้ว จึงเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจว่านางสาวเอ็ม น่าจะอายุเกิน 20 ปีแล้ว โดยที่นางสาวเอ็ม มีการแสดงท่าทีต่างๆ หลายอย่างทำให้เชื่อว่านางสาวเอ็มน่าจะมีใจให้กับตัวเองด้วย ซึ่งยอมรับว่าหลังจากนั้นได้มีการพบปะเที่ยวด้วยกันอีกหลายครั้ง โดยที่นางสาวเอ็ม จะไปกับกลุ่มเพื่อนทุกครั้ง ไม่ใช่การไปกันเพียงลำพังสองต่อสอง
อย่างไรก็ตามมาทราบในภายหลังว่านางสาวเอ็ม ยังเป็นนักเรียนอยู่ โดยวันหนึ่งในช่วงกลางวันหลังจากตัวเองได้ส่งข้อความไปหานางสาวเอ็ม ว่าอยู่ที่ไหน และได้รับคำตอบว่ากำลังเรียนอยู่ที่โรงเรียน ซึ่งตอนแรกตัวเองเริ่มสงสัยแล้วว่าทำไมไม่บอกว่าอยู่มหาวิทยาลัย จนกระทั่งจากนั้นนางสาวเอ็ม ได้ส่งภาพที่แต่งตัวในชุดนักเรียนมาให้และตัวเองสอบถาม จนทำให้ทราบว่านางสาวเอ็ม อายุ 17 ปี และยังเป็นนักเรียนอยู่ ซึ่งหลังจากนั้นตัวเองจึงได้เริ่มยุติที่จะสานสัมพันธ์กันให้เกินเลยมากไปกว่านี้โดยเด็ดขาด แต่ยังมีการติดต่อและพบเจอกันอยู่ตามสถานบันเทิงที่นางสาวเอ็ม ไปเที่ยวยามค่ำคืน ซึ่งนางสาวเอ็ม มักจะมาขอเงินตัวเองใช้ครั้ง 300บาท,500บาท หรือ 1,000 บาท อีกทั้งไปกินเที่ยวตามที่ต่างๆ แล้วลงบัญชีตัวเองไว้เป็นประจำ
โดยที่การรู้จักติดต่อพูดคุยกันระหว่างตัวเองกับนางสาวเอ็มนั้น ทางแม่ของนางสาวเอ็ม รับรู้มาตั้งแต่แรก และยังขอฝากฝังให้ช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลลูกสาวในช่วงที่ออกไปเที่ยวกลางคืนด้วย เพราะแม่เห็นว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่และเที่ยวกลางคืนเป็นประจำอยู่แล้ว ซึ่งตัวเองรับปากไว้และช่วยสอดส่องดูพฤติกรรมของนางสาวเอ็ม ให้อยู่เสมอ ทั้งการคอยตักเตือนให้กลับบ้าน และแม้แต่การขับรถตามไปส่งให้ถึงบ้านจริงๆ ด้วยความหวังดีว่าอย่างน้อยให้น้องเอ็ม เรียนจบชั้นมัธยมศึกษา ซึ่งทุกครั้งที่นางสาวเอ็ม ไม่ออกไปเที่ยวและกลับบ้าน ทางแม่ของนางสาวเอ็ม จะโทรศัพท์มาหาให้ตัวเองช่วยทุกครั้ง จึงยืนยันว่าที่แม่นางสาวเอ็ม ปฏิเสธว่าไม่รู้จักตัวเองนั้น ไม่เป็นความจริง
ทั้งนี้ล่าสุดเมื่อประมาณสัปดาห์ที่แล้วตัวเองได้ตัดสินใจว่าจะเลิกเกี่ยวข้องกับนางสาวเอ็ม อย่างเด็ดขาด และเลิกที่จะช่วยดูแลนางสาวเอ็ม ให้ตามที่รับปากกับแม่ เพราะทนพฤติกรรมของนางสาวเอ็ม ไม่ไหวแล้ว ซึ่งได้มีการพูดคุยกับทางแม่ของนางสาวเอ็ม ในเรื่องนี้แล้ว และจากนั้นตัวเองยังได้มีการโพสต์ข้อความและรูปภาพที่กลายเป็นประเด็นขึ้นมาลงในเฟซบุ๊ค ด้วยเจตนาที่ว่าต้องการจะประกาศเตือนให้ทราบโดยทั่วกันในกลุ่มคนรู้จักและสถานบันเทิงว่านางสาวเอ็ม เพิ่งอายุ 17 ปี จะได้ไม่ปล่อยให้เข้าไปเที่ยว และบอกให้ทราบว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับตัวเอง เพราะนางสาวเอ็ม มักจะไปเที่ยวและให้ลงบัญชีเก็บเงินกับตัวเอง โดยที่ไม่ได้มีเจตนาจะประจานแต่อย่างใด ซึ่งเบื้องต้นตัวเองยอมรับว่าผิดพลาดในเรื่องนี้ และก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจ พร้อมขอโทษพ่อนางสาวเอ็มไปแล้ว โดยตกลงกันว่าให้ตัวเองลบโพสต์ออกเพื่อจบเรื่องทุกอย่าง ซึ่งตัวเองก็ทำตาม แต่สุดท้ายกลับพบว่าเรื่องราวบานปลายจนถึงขั้นมีการแจ้งความกัน
สำหรับประเด็นที่กล่าวหาว่าเป็นผู้มีอิทธิพลและข่มขู่นั้น นายชลัมกรณ์ ยืนยันว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้มีอิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น แต่ยอมรับว่าเป็นที่รู้จักอย่างดีของกลุ่มคนที่เที่ยวกลางคืน เพราะตัวเองเป็นนักเที่ยวกลางคืนที่ออกเที่ยวเกือบทุกคืน ขณะเดียวกันยืนยันด้วยว่าไม่เคยข่มขู่คุกคามทั้งกับตัวนางสาวเอ็ม และครอบครัว รวมทั้งเพื่อนฝูงของนางสาวเอ็ม แต่อย่างใด โดยมีเพียงการโทรศัพท์ไปพูดคุยทำความเข้าใจกับพ่อแม่ของนางสาวเอ็ม เกี่ยวกับปัญหาที่เกิดขึ้นเท่านั้น ทั้งนี้ยืนยันในความบริสุทธิ์ใจของตัวเอง และจะไม่หลบหนีไปไหน โดยเตรียมเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหาและปากคำด้วยตัวเองในเร็วๆ นี้ จากนั้นพร้อมพิสูจน์ตัวเองตามกระบวนการยุติธรรม