พิษเศรษฐกิจทรุด ทำให้ให้ผัวเมียนักธุรกิจนักธุรกิจประกอบชิ้นส่วนอะไหล่รถ ดับเพลิง,รถขยะ รถบรรทุกน้ำ และอีกหลายอย่าง ส่งหน่วยงานภาครัฐ เทศบาล ,อบต. ตัดสินใจใช้ เตาฮังโล รมควันในรถเก๋ง หลัง บ่นเศรษฐกิจทรุด ทำให้กิจการธุรกิจพังพินาศ แม้หลายคนสนิทจะพากันให้กำลังใจ แต่สุดท้ายทั้งสองก็ตัดสินใจฆ่าตัวตาย โดยตายเขียนจดหมายถึงพ่อแม่ ตำรวจตรวจสอบกล้องวงจรปิด พบเป็นการฆ่าตัวตายเอง

เมื่อเวลา 07.30 น วันที่ 24 ธค 62 พ.ต.ท.มนตรี พุทธขันธ์ พนักงานสอบสวน สภ.แม่ปิงเชียงงใหม่ ได้รับแจ้งมีผู้เสียชีวิตในรถเก๋ง 2 ศพ ในห้างหุ้นส่วนจำกัดโฟร์ไฟว์วิศวกรรม เลขที่ 198 ซอย 10 หมู่บ้านชัยพฤกษ์ หมู่ 7 ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามลำดับชั้น และรุดไปยังที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.นฤบาล จิตทยานันท์ ผกก.สภ.แม่ปิงเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่แพทย์เวรจาก รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจวิทยาการเชียงใหม่ หน่วยกู้ภัยมูลนิธิรวมใจ และชุดสืบสวนจำนวนหนึ่ง
ที่เกิดเหตุซึ่งเป็นตัวอาคาร 3 ชั้น บริเวณที่จอดรถเจ้าหน้าที่พบรถเก๋งยี่ห้อนิสสันสีเขียวอ่อน ทะเบียน 1 กง 6961 กทม. ในรถเก๋งพบศพหญิงชาย นอนเสียชีวิตบริเวณด้านหน้าของรถเก๋ง และบริเวณเบาะหลังรถพบเตาฮังโล มีถ่านไฟที่ยังคุกรุ่นเป็นเถ้าในเตา ทราบชื่อผู้ตายต่อมาว่า นายสมพร ชำลอง อายุ 43 ปี อยู่บ้านเดิมเลขที 886 ซอย จรัญสนิทวงศ์ 75 แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กทม. นางสาวพิมพร กิติ อายุ 39 ปี บ้านเดิมเลขที่ 15/29 หมู่ 5 ต.บางรักน้อย อ.เมืองนนทบุรี จ.นนทบุรี เสียชีวิตมาแล้วไม่ต่ำกว่า 8 ชั่วโมง ตามตัวไม่พบร่องรอยของการถูกทำร้ายแต่อย่างใด ทางตำรวจได้เข้าตรวจสอบกล้องวงจรปิดพบว่า ผู้ตายได้ขับรถเข้ามาที่ห้างหุ้นส่วนดังกล่าวซึ่งทั้งสองเป็นเจ้าของ เมื่อเวลา 20.00 น วันที่ 23 ธค 62 ที่ผ่านมา จากนั้นทั้งสองก็ได้เดินเข้าไปยังห้องทำงานด้านหลังชั้น 1 และได้เขียนจดหมายขึ้นมา 2 ฉบับ ข้อความเขียนร่ำลาพ่อแม่ ขอโทษพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายมีรูปภาพพ่อแม่ของทั้งสองฝ่่ายในพานด้วยมีพวงดอกไม้ และอีกฉบับเขียนระบุเรื่องการจัดการศพของทั้งสอง วางไว้บนโต๊ะทำงาน และทั้งคู่ก็ได้เข้ามาในรถยนต์ ในช่วงเวลาประมาณ 21.00 น วันเดียวกัน ต่อมาพ่อแม่ของผู้ตายฝ่ายหญิงได้มายังที่เกิดเหตุและร่ำไห้ปริ่มจะขาดใจ และขอดูหน้าลูกเป็นครั้งสุดท้าย

โดยพ่อแม่ของฝ่ายหญิงได้ให้การว่า ได้โทรศัพท์หาลูกสาวและสามีของลูกสาว แต่ปรากฏว่าไม่รับ ในช่วงกลางคืน กระทั่งในตอนเช้าด้วยความเป็นห่วง จึงได้โทรไปยัง เพื่อนนางสาวกานดา คนรู้จักนับถือกัน ให้ช่วยไปดูลูกสาวหน่อย เพราะยังเช้าอยุ่พนักงานยังคงไม่มาทำงาน และก็ได้ทราบข่าวร้ายจึงได้รีบเดินทางมายังห้างหุ้นส่วนที่เกิดเหตุดังกล่าว
จากการสอบสวนนางสาวกานดา จินดาพันธุ์ อายุ 69 ปี บ้านเลขที่ 30/22 หมู่ 7 ต.หนองหอย เชียงใหม่ พยานที่ไปพบศพคนแรก ได้ให้การว่า พ่อแม่ของฝ่ายหญิงได้โทรศัพท์มาหาตนเพื่อ่ขอให้ไปดุลูกสาวที่ห้างหุ้นส่วนหน่อย เพราะตนมีมบ้านอยู่ใกล้กับห้างหุ้นส่วนของผู้ตาย โดยพ่อแม่ของฝ่ายหญิงได้บอกว่าโทรเข้ามือถือลูกสาวและสามีของลูกสาวแล้วไม่รับสายทั้งคู่ ตนจึงได้ไปดูที่ยังห้างหุ้นส่วนดังกล่าวไปดูที่ห้องทำงาน ห้องรับแขกทุกห้องสอบถามพนักงานก็ไม่มีใครเห็น กระทั่งสามีของตนได้มาเปิดรถเก๋งดูก็พบว่าทั้งสองนอนอยู่ในรถแล้วและพบเตาฮังโล ในรถ แน่ใจว่าทั้งคู่จากไปแล้วแน่นอน จึงได้แจ้งให้กับทางผู้ใหญ่บ้านและเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว ผู้ตายทั้งสองประกอบอาชีพธุรกิจ ประกอบอะไหล่ รถบรรทุกน้ำ,รถดับเพลิง,รถขยะ,และเครื่องยนต์ ยานพาหนะต่าง ๆ ของหน่วยงานราชการต่าง ๆ และเทศบาล อบต.ต่าง ๆ ที่ไปประมูลมา ผู้ตายมีโรงงานประกอบอะไหล่ยานพาหนะต่าง ๆ ที่ใช้เกี่ยวกับงานของหน่วยงานเทศบาล อบต.และของภาครัฐบางแห่ง โรงงานอยู่ที่กรุงเทพเป็นบริษัทใหญ่ ส่วนห้างหุ้นส่วนที่เชียงใหม่เป็นสาขาเพื่อจัดทำเรื่องเอกสารต่าง ๆ และการเข้าประมูลงาน ผู้ตายทั้งสองได้เดินทางจากกรุงเทพด้วยรถเก๋งดังกล่าวมาเชียงใหม่่ ถึงตอนกลางคืน

ก่อนหน้าที่จะมาเสียชีวิตนั้น ธุรกิจของผู้ตายไปได้ด้วยดี ได้ประมูลงานจากหน่วยงานภาครัฐมาตลอด พาพนักงานไปเที่ยวต่างประเทศทุกปี แต่พอมารัฐบาลชุดนี้ ผู้ตายบ่นเสมอว่า ธุรกิจย่ำแย่ลงเรื่อย ๆ และต่อเนื่อง ทางเพื่อนและญาติก็ได้เพียงให้กำลังใจปลอบใจ และหวังว่า คงจะดีขึ้นสักวัน แต่ก็ให้กำลังใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ธุรกิจก็ไม่ดีขึ้นมาเลยทำให้ทั้งสองบ่นให้พนักงานและญาติเพื่อนฟังเสมอ กระทั่งมาก่อเหตุดังกล่าว ทั้งคู่นั้นมีลูกแฝดเป็นชาย 2 คน อายุประมาณ 10 ปี การตัดสินใจแบบนี้คิดว่า ผู้ตายทั้งสองคงสู้ไม่ไหวกับเศรษฐกิจและธุรกิจที่ทั้งสองทำ ไปไม่ไหว จึงได้คิดสั้นดังกล่าว
ทางด้าน พ.ต.อ นฤบาล จิตทยานันท์ ผกก.สภ.แม่ปิงเชียงใหม่ ได้เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดของห้างหุ้นส่วนของผู้ตายพบว่า เป็นการฆ่าตัวตายเอง ตรวจสอบกล้องทุกตัวทุกจุด และตามตัวผู้ตายก็ไม่มีร่องรอยของการถูกทำร้ายแต่อย่างใด ส่วนสาเหตุนั้น มาจากมาจากเรื่องธุรกิจของผู้ตายทั้งสอง สำหรับจดหมายที่ผู้ตายได้เขียนไว้ ลาพ่อแม่ และเรื่องจัดการกับศพ นำมาวางไว้ในพานและมีพวงมาลัยดอกไม้ มีรูปของพ่อแม่ทั้งสองในพานด้วย มีข้อความระบุในจดหมาย ว่า “เรื่องงานศพ หากทำพิธีจัดการศพใกล้ ๆ วัดระแวกนี้ ก็ให้เอาศพตั้งบำเพ็ญไว้ 1 วันและทำการเผาเลย โดยให้ตั้งศพไว้คู่กัน ” ส่วนจดหมายในพานได้ระบุ “พ่อจ๋า แม่จ๋า ลูกกราบขอเขมา ขอโหสิกรรม กราบลาแล้ว พ่อครับ แม่ครับ ลูกกราบขอขมา ขอโหสิกรรม กราบลาแล้ว”