วิกฤติปัญหาหมอกควันและฝุ่นละออง ที่มีค่า PM 2.5 ของภาคเหนือ และที่จังหวัดเชียงใหม่เริ่มเกินค่ามาตรฐาน และอยู่ในระดับที่ส่งผลกระทบกับสุขภาคของคนในพื้นที่แล้ว ถือเป็นวิกฤติหมอกควันที่เข้ามาเร็วกว่าทุกปี และอยู่ในช่วงเทศกาลแห่งความสุขด้วย
แม้จะเข้าสู่ช่วงเวลาแห่งความสุขในวันหยุดส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แต่กลับพบว่าปัญหมหมอกควัน และไฟป่า เริ่มส่งผลกระทบกับคุณภาพอากาศของหลายพื้นที่ทางภาคเหนือ โดยเฉพาะที่จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากหมอกควัน และฝุ่นละอองจากการเผาแล้ว ในพื้นที่ภาคเหนือยังคงมีอากาศหนาวเย็น เนื่องจากความกดอากาศสูงจากจีน ยังคงปกคลุมไทยตอนบน
ซึ่งลักษณะอากาศแบบนี้ ส่งผลทำให้ค่าปริมาณฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5)ที่จังหวัดเชียงใหม่ เริ่มสะสมตัวหนาแน่นขึ้น จนเช้านี้พบว่ามีหมอกควันสะสมตัวในอากาศ และทำให้ทัศนะวิสัยในการทองเริ่มลดลง และดอยสุเทพที่อยู่ทางด้านตะวันตกของตัวเมืองเชียงใหม่ เริ่มมีหมอกควันหนาทึบปกคลุมจนมองเห็นได้ลางๆเท่านั้น

โดยเช้านี้ค่าฝุ่นละอองขนาดเล็ก หรือค่า PM2.5 พุ่งสูงจน อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพแล้ว โดยจากการ
ตรวจสอบพบว่าที่บริเวณสถานี้ตรวจวัดคุณภาพอากาศบริเวณ ต.ช้างเผือก อ.เมือง, เชียงใหม่ พบปริมาณฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) มีค่า 66 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ ขณะที่บริเวณสถานี้ตรวจวัดคุณภาพอากาศต.ศรีภูมิ อ.เมือง, เชียงใหม่ พบปริมาณฝุ่นละออง ขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) มีค่า 66 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (µg/m3) อยู่ในเกณฑ์เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพเช่นกัน


ทั้งนี้จากข้อมูลของเว็บไซต์ air visual เว็บไซต์ตรวจวัดคุณภาพอากาศทั่วโลก พบว่าข้อมูลรายชั่วโมง ณ เวลา 17.00 น. วันนี้ จังหวัดเชียงใหม่มีดัชนีคุณภาพอากาศแย่ เป็นอันดับที่ 10 ของโลกแล้ว ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ฝากเตือนให้ประชาชน ควรเฝ้าระวังสุขภาพ โดยเฉพาะประชาชนกลุ่มเสี่ยง หมายถึง เด็ก คนชรา หญิงมีครรภ์ และผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวในกลุ่มโรคทางเดินหายใจ และโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรลดระยะเวลาการทำกิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งถ้ามีอาการเบื้องต้น เช่น ไอ หายใจลำบาก ระคายเคืองตา ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการ