อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ เปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ และมอบนโยบายการบริหารจัดการขยะพลาสติก แนวทางการงดใช้ถุงพลาสติก และแนวทางการจัดทากฎหมาย จัดการขยะพลาสติก ในตลาดสดและร้านขายของชำ หลังเลิกใช้ถุงพยาสติกตั้งแตต้นปีที่ผ่านมาพบประชาชนให้ความร่วมมือร้อยละ 61 และไม่ให้ความร่วมมมือร้อยละ 3 จึงต้องขอความร่วมมือผู้ว่าแต่ละจังหวัดช่วยกันรณรงค์ในพื้นที่e28516e40fc2907f5cff1a17d378db53.jpgที่โรงแรมเชียงใหม่ออร์คิด จ.เชียงใหม่ นายปะลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมวบคุมมลพิษ เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ และมอบนโยบายการบริหารจัดการขยะพลาสติก แนวทางการงดใช้ถุงพลาสติก และแนวทางการจัดทากฎหมาย จัดการขยะพลาสติก ในตลาดสดและร้านขายของชำ  โดยผู้เข้าร่วมประชุมจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ในพื้นที่ภาคเหนือเข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญ นักกฎหมาย นักสิ่งแวดล้อม ผู้แทนห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ร้านขายของชำ และ ประชาชน มากกว่า 150 คนเข้าร่วมกิจกรรม695ac92a44d0f2712bf45b1c9fe9b524.jpgอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ปัญหาขยะพลาสติกกลายเป็นวิกฤติด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก ที่นานาชาติให้ความสำคัญ โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีขยะพลาสติกเกิดขึ้นประมาณ 12% ของ ปริมาณขยะที่เกิดขึ้นทั้งหมดหรือประมาณปีละ 2 ล้านตัน และสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ได้เพียงเฉลี่ยปีละ 0.5 ล้านตันเท่านั้น รัฐบาลได้ตระหนักถึงปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากขยะพลาสติก กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้จัดทำ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก พ.ศ. 2561 – 2573 เพื่อใช้เป็นกรอบและทิศทางการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการจัดการขยะพลาสติกของประเทศ ประกอบด้วย 2 เป้าหมาย เป้าหมายที่ 1 คือ การลด และเลิกใช้พลาสติกเป้าหมาย ด้วยการใช้วัสดุทดแทนที่ เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยจะดำเนินการกับประเภทและชนิดของพลาสติกที่ไม่มีความจำเป็นต้องใช้และ ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งกำหนดการเลิกใช้พลาสติก 3 ชนิด ภายในปี 2562 ได้แก่ 1) พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม 2) ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ผสมสารอ๊อกโซ่ และ3) ไมโครบีดส์ และกาหนดเลิกใช้พลาสติก 4 ชนิด ภายในปี 2565 ได้แก่ 1) ถุงพลาสติกหูหิ้วขนาดความหนา น้อยกว่า 36 ไมครอน 2) กล่องโฟมบรรจุอาหาร 3) แก้วพลาสติก (แบบบางใช้ครั้งเดียว) และ 4) หลอดพลาสติก และเป้าหมายที่ 2 มีการนำขยะพลาสติก เป้าหมายกลับมาใช้ประโยชน์ ร้อยละ 100 ภายในปี 2570d06dc1ad54518ea910a83b2825375d69.jpgอธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า ถุงพลาสติกหูหิ้วขนาดบางหรือถุงก๊อบแก๊บ เป็น 1 ใน 7 ชนิดของพลาสติกเป้าหมายที่ต้องเลิกใช้ภายในปี 2565 โดยมีปริมาณการใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วในประเทศไทย 45,000 ล้านใบต่อปี ประกอบด้วย ห้างสรรพสินค้า และร้านสะดวกซื้อ ร้อยละ 30 ร้านขายของชา ร้อยละ 30 และ ตลาดสด ร้อยละ 40 ในปี 2563 ทส. ได้ร่วมมือจากภาคีเครือข่ายภาคธุรกิจเอกชน ผู้ประกอบการห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านสะดวกซื้อ กว่า 90 ราย ในการงดให้บริการถุงพลาสติกหูหิ้วกับลูกค้า ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2563 เป็นต้นไป พร้อมทั้งยังเสนอแนะแนวทางการปฏิบัติต่าง ๆ เพื่อให้ การดำเนินงานสามารถสำเร็จได้ตามวัตถุประสงค์ เป็นความสำเร็จในระดับประเทศ5b8b57f85ae35d28293b4fa0c83b1af3.jpgจากการติดตามประเมินผลมาตรการงดให้ถุงพลาสติกหูหิ้วใน ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ตและร้าน  สะดวกซื้อ ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 12 กุมภาพันธ์ 2563 พบว่า ห้างฯ งดให้ถุงพลาสติกหูหิ้วตามนโยบายรัฐ ร้อยละ 97 ยังมีการให้ถุงพลาสติกหูหิ้ว ร้อยละ 3 โดยห้างฯ มีการนำถุงอื่นๆ เช่น ถุงสปันบอนด์ ถุงผ้า ถุงพลาสติกรูปทรงอื่น ถุงพลาสติกมีข้อความรักษ์โลก ถุงกระดาษ มาวางจาหน่ายให้กับลูกค้า สำหรับ Feedback ของลูกค้าต่อมาตรการงดให้ถุงของห้างฯพบว่าให้ความร่วมมือร้อยละ61 เฉยๆร้อยละ36 และไม่ให้ความร่วมมือเพียงร้อยละ 3 ดังนั้น เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการดาเนินงานการจัดการพลาสติกให้ เกิดผลอย่างเป็นระบบครบวงจร ในวันนี้เราจะขอความร่วมมือกับจากผู้ว่าราชการจังหวัดในการขับเคลื่อนการงดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วขนาดบางหรือถุงก๊อบแก๊บในตลาดสดและร้านขายของชาที่อยู่ในพื้นที่ โดยจัดให้มีตลาด สดต้นแบบที่งดใช้ถุงพลาสติกหูหิ้ว อย่างน้อย จังหวัดละ 1 แห่ง เพื่อเป็นต้นแบบ07f7ab4bb8e26abc876e2580fcdcffa1.jpgสำหรับการประชุมเชิงปฏิบัติการ แนวทางการงดใช้ถุงพลาสติกในตลาดสดและร้านขายของชำและแนวทางการจัดทากฎหมายจัดการขยะพลาสติกในครั้งที่ 2 นี้ เป็นการรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจาก ผู้มีส่วนได้เสีย จากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง นำไปประกอบการพิจารณาในกระบวนการจัดทากฎหมายจัดการขยะ พลาสติกต่อไป โดยครั้งต่อไปเป็น ครั้งที่ 3 ในวันที่ 3 มีนาคม 2563 ณ จังหวัดสุราษฎร์ธานี และครั้งที่ 4 ในวันที่ 23 เมษายน 2563 ณ จังหวัดขอนแก่น อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ กล่าวทิ้งท้ายว่า การจะลดพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐและเอกชน และประชาชน ในการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาขยะพลาสติก โดยการใช้ซ้ำเลือกบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อให้ประเทศไทยเป็นเมืองที่น่าอยู่และประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น@ JUYs