หน้าแรกบทความ-เรื่องเล่าจิตอาสา : รักษ์ป่าน้ำรึม

จิตอาสา : รักษ์ป่าน้ำรึม

“ครั้งหนึ่งเคยชักชวนคนที่เคยเผาป่า เคยล่าสัตว์ ให้มาร่วมกันทำงานอนุรักษ์ ทุกวันนี้พวกเขาก็เลิกทำสิ่งเหล่านั้น แล้วมาช่วยงานอาสาสมัครอย่างสม่ำเสมอ อีกหนึ่งความภาคภูมิใจที่สามารถปลูกป่าในใจคนได้สำเร็จ การปลูกป่าในใจคนสำคัญยิ่งกว่าเราเอาต้นไม้ไปปลูกในป่า”

คำกล่าวที่มีความหมายกินใจ ของร้อยตำรวจเอก สุชาติ มีชะคะ รองสารวัตรอำนวยการพิสูจน์หลักฐาน จังหวัดตาก เป็นจุดเริ่มต้นการพูดคุย ถึงความเป็นจิตอาสาของข้าราชการท่านนี้ นอกจากงานราชการที่ต้องรับผิดชอบ ยังมีงานจิตอาสาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ประธานราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่าตำบลน้ำรึม, ประธานจิตอาสากลุ่มรักษ์ป่าน้ำรึม, รองประธานป่าชุมชนบ้านคลองสัก ทั้งหมดนั้น ร้อยตำรวจเอกสุชาติ ได้อาสาเข้าไปทำในวันหยุด

แรงบันดาลใจในการทำงานจิตอาสาของนายตำรวจท่านนี้ เริ่มขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2559 ซึ่งในขณะนั้นในหลวงรัชกาลที่9 ทรงพระประชวรรอบที่ 2 พสกนิกรทุกหมู่เหล่าได้ร่วมกันทำความดีถวายเป็นพระราชกุศล เพื่อให้พระองค์ทรงหายจากพระอาการประชวร

ประกอบกับช่วงนั้นที่จังหวัดตาก ประสบภัยแล้งอย่างหนักต่อเนื่องมา 2 ปี ร้อยตำรวจเอกสุชาติ จึงรวมกลุ่มคุยกันกับเพื่อนประมาณ 10 คน ศึกษาแนวคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 ว่าพระองค์ทรงมีแนวคิดหรือแนวทางอย่างไรในการแก้ปัญหาภัยแล้ง จากนั้นจึงได้เดินทางไปศึกษาดูงาน ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาห้วยฮ่องไคร้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นป่าเต็งรังที่แห้งแล้งมากๆ แต่ปัจจุบันกลายเป็นป่าดิบชื้น เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เห็นได้ชัด

ร้อยตำรวจเอกสุชาติ จึงกลับมาคิดทบทวน ว่าบ้านน้ำรึมก็เป็นป่าเต็งรัง หรือป่าแคระ เป็นไม้โตช้าแบบเดียวกัน น่าจะฟื้นฟูและพัฒนาได้ ตั้งแต่นั้นมาจึงเริ่มงานจิตอาสา สร้างต้นทุนน้ำบนพื้นป่าก่อน เพื่อให้น้ำมีโอกาสซึมลงใต้ดิน ภายใต้ชื่อ “กลุ่มรักษ์ป่าน้ำรึม”

นอกจากแรงบันดาลใจในการฟื้นฟูป่า ยังอาสาเฝ้าระวังไฟป่า ลดหมอกควัน เพราะกว่าป่าจะฟื้นฟูสำเร็จ พื้นที่ป่าทั้งหมด ณ ตอนนั้น ก็มีหลายปัจจัยเสี่ยง ที่จะทำให้เกิดไฟป่าได้ง่าย ทั้งจากกลุ่มผู้ทำกิจกรรมเหมืองแร่ สัมปทานป่าไม้ หรือแม้แต่คนในชุมชนที่ถางป่าเพื่อหาของป่า จากการไปศึกษาแนวทางในครั้งนั้น จึงตั้งปณิธานว่าจะทำดีเพื่อพ่อ และได้ทำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

“การที่จะฟื้นฟูป่า สิ่งแรกที่ควรทำคือ ต้องเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผืนป่า ต้องมีแหล่งน้ำ ต้องชะลอน้ำให้อยู่บนพื้นที่ป่า” ดังนั้นตั้งแต่ 21 กันยายน 2559 จนถึงปัจจุบัน “กลุ่มรักษ์ป่าน้ำรึม”ได้ร่วมกันสร้างฝายทั้งหมดกว่า 1,000 ฝาย ในพื้นที่ป่าชุมชน 4,272 ไร่

 

เพื่อคืนความชุ่มชื้นให้ผืนป่า ฝายมีหน้าที่ดักตะกอนดินที่มีประโยชน์เอาไว้ ไม่ให้ไหลไปกับสายน้ำ หลังจากคืนความชุ่มชื้นให้กับผืนป่าแล้ว ก็เริ่มทำแนวกันไฟ ไม่ให้ไฟป่าเข้า และปลูกต้นไม้เสริม เช่น ไม้ที่กรมป่าไม้ให้มา และปลูกพืชผักต้นไม้ที่กินได้ ตามแนวพระราชดำริ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ “สร้างป่า สร้างรายได้” และตอนนี้มีการทำโครงการ “ผักหวานป่าคืนสู่ธรรมชาติ”

“การเริ่มฟื้นฟูป่า เราต้องรู้จักป่าก่อน อย่างที่จังหวัดตาก ขึ้นชื่อในเรื่องผักหวานป่าในธรรมชาติ แต่ชาวบ้านเข้าใจผิดว่า การเผาป่าทำให้ผักหวานออก ทำให้เกิดปัญหาลอบเผาป่า แต่ทุกวันนี้ชุมชนเลิกเผาป่าเพื่อเก็บผักหวานแล้ว เพราะเราได้อธิบาย และให้ความรู้ว่า จริงๆ แล้วเวลาเก็บผักหวาน ให้ใช้วิธีรูดใบผักหวานทั้งต้น ผักหวานจะได้แตกยอดและใบใหม่ หลังจากให้ความรู้ก็มีการติดตามเข้าไปดู พบว่ามีการรูดใบผักหวาน บ่งบอกว่าสิ่งที่เราเพียรพยายามได้ผลแล้ว และเป็นแบบนี้ต่อเนื่องมา 4-5 ปี”

ผลผักหวานป่าจะมีลักษณะเหมือนมะไฟ เป็นพวงๆ ออกตั้งแต่โคนต้นถึงยอด เลือกเฉพาะลูกเหลืองๆ เก็บมาบี้เปลือก เอาเมล็ดออก จากนั้นเราก็จะเจอเนื้อเยื่อสีเหลืองที่หุ้มเมล็ดอยู่ ต้องใช้ทรายขัดถูให้เนื้อเหลืองๆ ออกให้หมด จนเหลือแค่เมล็ดสีขาว ซึ่งเป็นเมล็ดของผักหวาน

เมื่อได้เมล็ดผักหวานแล้ว ต้องนำมาล้างน้ำ ผึ่งให้แห้ง และคลุกกับยากันเชื้อรา เมื่อได้เมล็ด ภายใน 3-4 วัน เราสามารถนำเมล็ดไปหยอดตามต้นไม้ได้เลย เพื่อให้เขาแอบอยู่ตามต้นไม้ใหญ่ เพราะพืชชนิดนี้ชอบอาศัยร่มเงาของต้นไม้

วิธีปลูก จะใช้ไม้แหลมๆ เล็กๆ แทงลงไป 1 นิ้ว แล้วนำเมล็ดวางไว้ให้พอดีกับปากหลุม หาอะไรมากลบไว้ หลังจากนั้นจะใช้เวลา 30 วันในการงอก ออกใบให้เราเห็น

โอกาสรอดของผักหวานป่า ถ้าเทียบกับการปลูกไม้จากเรือนเพาะชำ ผักหวานป่างอกไม่น้อยกว่า 30- 40% แต่ไม้ที่ได้จากการเพาะชำแล้วเอามาลงดิน โอกาสรอดมีแค่ 5% จากผลการการทดลอง เพราะฉะนั้นในป่าของเราจะเน้นเรื่องการปลูกจากเมล็ดเป็นหลัก เช่น เมล็ดมะขามเปรี้ยว เมล็ดมะค่า เมล็ดสะเดา เพราะเปอร์เซ็นต์การรอดจะสูงกว่า

นอกจากนั้น ยังพยายามให้มีความหลากหลายทางสายพันธุ์ เป็นป่าเศรษฐกิจให้ผู้คนเก็บผลผลิตไปกินได้ จะได้สร้างความเชื่อมโยงคนกับป่า และสร้างรายได้ให้อีกด้วย เพื่อวันข้างหน้าเขานึกอยากจะทานอะไร ก็สามารถเข้าป่า ได้พืชผักกลับมาประกอบอาหาร

เมื่อผืนป่าที่รักได้รับการฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง ร้อยตำรวจเอกสุชาติ จึงอาสาเข้ามาเป็น “อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน” (ทสม.) และเล่าให้ฟังว่า

“การเข้ามาเป็นอาสาสมัคร เราไม่มีค่าตอบแทน แต่เราเต็มใจทำอย่างเต็มกำลัง สิ่งแรกที่ทำก็คือ การสร้างแหล่งน้ำ สร้างความชุ่มชื้น สร้างฝายชะลอน้ำ หลังจากนั้นก็ทำแนวกันไฟ ดูแลไฟป่า และปลูกป่าตามแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งก็คือการช่วยกันดูแล ไม่ให้มีการตัดต้นไม้

“ซึ่งปีนี้มีลูกเต็งรังตกเยอะมาก โชคดีที่ฝนมาเร็ว และต้นกล้าเต็งรังกำลังงอก แล้งหน้าเราก็จะเจองานหนัก เราต้องดูแลไม่ให้ไฟไหม้ เราเป็นป่าใกล้ชุมชน จึงต้องดูแลเฝ้าระวังไม่ให้เกิดไฟป่าในพื้นที่ โดยเราได้แบ่งทีมลาดตระเวน ใช้รถส่วนตัว น้ำมันส่วนตัว ออกลาดตระเวนประมาณ 4 พันกว่าไร่ ระยะทาง 10 กว่ากิโลเมตร เพื่อป้องกันการตัดไม้ ป้องกันการเผาป่า และประจำการที่หอดูไฟบนภูเขา จิตอาสาหรือใครว่างก็ขึ้นไปเฝ้า เมื่อพบเห็นไฟป่าจุดไหน ก็จะแจ้งลงมายังหมู่บ้าน เพื่อให้เข้าไปดับ ปฏิบัติแบบนี้มากว่า 5 ปีแล้ว

“เมื่อเป็นอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของหมู่บ้าน ทางหน่วยงานก็ได้อนุเคราะห์ มอบเครื่องเป่าลมให้ใช้ทำแนวกันไฟ ซึ่งเมื่อก่อนเราต้องใช้ไม้กวาด กินแรง เสียเวลา และต้องใช้คนเยอะ แต่ได้งานปริมาณน้อย ปีนี้ได้เครื่องเป่าลม 3 ตัว มาช่วยแบ่งเบาภาระในการทำแนวกันไฟ”

นอกจากการฟื้นฟู และเฝ้าระวังไฟป่า ร้อยตำรวจเอกสุชาติ ยังอาสาเข้าไปร่วมในอีกหลายภารกิจ เช่น “เก็บขยะในป่าชุมชน” หลายคนอาจจะมองว่าเป็นเรื่องแปลก แต่อย่าลืมว่าป่าชุมชนถ้ามันดี ก็จะมีผลผลิตมากมาย เช่น เห็ดผักหวาน และอื่นๆ สิ่งที่ตามมาคือมีคนเข้าไปมาก นอกจากคนในชุมชน อาจมีคนจากกำแพงเพชร สุโขทัย เถิน มาหาของป่าที่นี้

คนที่มาบางครั้งก็ไม่ได้คำนึงถึงการทิ้งถุงพลาสติก ขวดน้ำ หรือขยะอื่นๆ ที่พกมา ตอนนั้นยังไม่ได้ใช้ พรบ.ป่าชุมชน ก็ยังไม่สามารถไปหวงห้าม หรือมีกติกาได้ อาสาสมัครต้องเข้าไปช่วยกันเก็บ แต่ปัจจุบันนี้เริ่มหวงห้ามแล้ว โดยอาศัย พรบ. ป่าชุมชน พ.ศ. 2556 มาบังคับ แต่ก็ยังมีคนแอบทิ้งหรือฝ่าฝืนอยู่บ้าง อาสาสมัครทุกคนเลยต้องช่วยกันสอดส่องดูแลอยู่เรื่อยๆ

“การขยายเครือข่าย” ขยายแนวคิดการอนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมไปยังอำเภอข้างเคียง เช่น อำเภอบ้านตาก หรือไปไกลถึงอำเภอเนินมะปราง การไปช่วยสร้างฝาย และแบ่งปันความรู้ ก็เหมือนได้ไปสร้างแรงบันดาลใจให้เขา และแนะนำสิ่งที่เขาอยากทำ แต่ยังทำไม่เป็นหรือทำไม่ได้ การลงมือทำของเรา ทำให้พวกเค้ารู้ว่า การที่จะเป็นจิตอาสา อย่ารองบประมาณ”

จากงานอาสาต่างๆ ที่ทำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ได้ร่วมงานกับหลากหลายองค์กร และภาคี ไม่ว่าจะเป็นองค์การบริหารส่วนจังหวัดตาก กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ และนักเรียนนักศึกษา ที่ทยอยเข้ามาดูงาน มาขอเข้าร่วมกิจกรรมทำแนวกันไฟ และทำฝาย

ร้อยตำรวจเอกสุชาติ เล่าว่า “จากที่ทำงานจิตอาสา 5 ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าชาวบ้านร่ำลือปากต่อปาก ป่ามันเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นแล้ว ถ้าเราเพิ่มช่องทางการสื่อสาร ก็อาจจะได้กลุ่มจิตอาสาเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเราต้องเข้าใจว่า อาจมีใครมองว่าเราทำเพื่อเอาหน้า สร้างภาพ แต่สิ่งที่เราทำจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นเองว่าเป็นอย่างไร”

ปัจจุบันสมาชิกกว่า 60 คน ไม่ได้ฟื้นฟูป่าอย่างเดียว ยังช่วยงานกิจกรรมจิตอาสา เช่น ไปทาสีกำแพงโบสถ์ โดยใช้งบประมาณของจิตอาสา หรืองานอื่นๆ ที่ขอความช่วยเหลือมา ภาพความร่วมไม้ร่วมมือจากหลายภาคส่วน ไม่ได้เกิดจากเพียงเพราะเหล่าจิตอาสาทำงานอย่างต่อเนื่องอย่างเดียว แต่เกิดจากการสื่อสารผ่านช่องทางต่างๆ

ข้อมูลเหล่านี้จึงเข้าถึงกลุ่มคน ทั้งในพื้นที่และต่างพื้นที่ ไม่ว่าจะสื่อสารผ่าน Facebook “กลุ่มรักษ์ป่าน้ำรึม” หรือแม้แต่ใน Facebook ส่วนตัว Suchat Meechaka และยังมีการส่งข้อมูลในกลุ่มไลน์ สมาชิกเครือข่ายป่าชุมชนอีกด้วย

โพสต์ใหม่