หน้าแรกบทความ-เรื่องเล่าร่องเคาะ จากระดับหมู่บ้านสู่การจัดการไฟป่าหมอกควันร่วมระดับอำเภอ

ร่องเคาะ จากระดับหมู่บ้านสู่การจัดการไฟป่าหมอกควันร่วมระดับอำเภอ

บ้านร่องเคาะ ตำบลร่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง

การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญส่วนใหญ่มักเริ่มจากคนจำนวนไม่มาก เช่นเดียวกับการจัดการไฟป่าฝุนควันที่บ้านร่องเคาะ หมู่ที่9 ตำบล่องเคาะ อำเภอวังเหนือ จังหวัดลำปาง ก่อนหน้าที่จะมาจัดการไฟป่าฯ บ้านร่องเคาะเริ่มดูแลจัดการป่ชุมชนอย่างเป็นระบบมาตั้งแต่ปีปี 2547 และขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนกับกรมป่าไม้เมื่อปี 2559 โดยคณะกรรมการป่าชุมชนได้จัดทำแผน 5 ด้านเสนอต่อสำนักงานบริหารจัดการป่าไม้ที่3 จังหวัดลำปางเป็นที่เรียบร้อย โดยพื้นที่จัดตั้งเป็นป่าชุมชนอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าขุนวัง มีสภาพทั่วไปเป็นป่าเต็งรังผสมเบญจพรรณ

การจัดการไฟป่าฝุ่นควันของที่นี่จากการสัมภาษณ์ผู้ใหญ่อดิเรก สวยสด ผู้ใหญ่บ้านร่องเคาะ หมู่ที่ 9 ต.ร่องเคาะเล่าให้ฟังว่า เป็นการเริ่มต้นโดยคนกลุ่มเล็กๆลองผิดลองถูกกันโดยผู้นำและแกนนำเครือข่ายป่าชุมชนเมื่อปี 2559เนื่องจากตำบลร่องเคาะก่อนหน้าปี 2559นั้นเกิดปัญหาไฟป่าค่อนข้างหนัก จุดฮอตสปอตขึ้นสูงเป็นลำดับต้นๆของอำเภอ ประกอบกับเป็นปีที่เริ่มเข้าร่วมเป็นเครือข่ายอาสาสัครพิทักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน โดยได้เข้าร่วมเวทีแลกเปลี่ยนในระดับจังหวัด ในระยะแรกนั้นผู้นำชุมชนร่วมกับแกนนำกลุ่มป่าชุมชนใช้แนวทางจัดชุดลาดตระเวณเฝ้าระวังในช่วงฤดูไฟวันละ 2– 3 คน

“พอมีปัญหาไฟป่าฝุ่นควัน ผู้นำ ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ประธานป่าชุมชน คณะทสม.9 คนที่ได้เข้าร่วมเวทีในระดับจังหวัดได้เป็นแกนนำกลับมาถ่ายทอดให้กลุ่มเครือข่ายในชุมชน  ระยะแรกมีคนเข้าร่วมไม่มากนัก จนกระทั่งปี 2560 ได้มีการขยายสมาชิกทสม.ขึ้นมาจำนวน 127 คนในหมู่บ้าน ขณะที่ระดับตำบลมีอาสาสมัครรวมทั้งหมดประมาณ 700-800 คนเวลาประชุมร่วมกันระดับอำเภอก็จะเน้นเรื่องการดูแลไฟป่าหมอกควัน ทำให้การทำงานร่วมกันค่อนข้างคึกคัก จนเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน ทำให้ปี 2560 เราได้รับรางวัลเครือข่ายทสม.ดีเด่น”

ในช่วงปี 2561-2562 ชุดลาดตระเวนส่วนใหญ่ยังคงป็นกลุ่มผู้นำทางการ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบล คณะกรรการเครือข่ายป่าชุมชน ปี 2563มีการจัดการเป็นระบบมากขึ้นเนื่องจากได้รับการสนับสนุนจากหลายส่วน มีการจัดชุดลาดตระเวนออกเป็น 12 ชุด ชุดละ 5 คน รวม 60 คน และในปีนี้ขยายเป็น 12 ชุด ชุดละ 10 คน รวมทั้งหมด 120 คน ทำหน้าที่เฝ้าระวังหมุนเวียนช่วยกันตลอด 60 วันในช่วงมาตรการห้ามเผา ซึ่งปีนี้ประกาศ 60 วันของจังหวัดคือตั้งแต่วันที่1 มีนาคมถึงวันที่ 30 เมษายน 2564

ชุดลาดตระเวนระดับหมู่บ้านมีการประสานการทำงานร่วมกับหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกับองค์การบริหารส่วนตำบลร่องเคาะที่พร้อมสนับสนุนทั้งกำลังคนและอุปกรณ์ เช่น รถขนน้ำ(ในจุดที่รถสามารถเข้าถึง) เป็นต้น

“หากเกินกำลังของชุดลาดตระเวน องค์การบริหารส่วนตำบลมีบทบาทประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งศูนย์อำนวยการระดับอำเภอ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานของกรมป่าไม้และกรมอุทยานฯ ซึ่งทิศตะวันตกของตำบลติดเขตอุทยานแห่งชาติแจ้ซ้อน อุทยานแห่งชาติผางาม และอุทยานแห่งชาติดอยหลวง ขณะที่ทิศตะวันออกติดเขตป่าสงวนแห่งชาติขุนวังแปลง 1 และแปลง2”

ถือเป็นมิติที่น่าสนใจของการจัดการทรัพยากรในระยะหลังมานี้ที่เกิดการจัดการร่วมกันแทนการขัดแย้งเหมือนที่เคยเป็นมาในอดีต อีกทั้งมีการแบ่งบทบาทร่วมกันที่ชัดเจนมากขึ้นระหว่าง ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ และหน่วยงานป่าไม้ที่เกี่ยวข้องในพืนที่

การลาดตระเวนฯมีการแบ่งความรับผิดชอบออกเป็นทิศต่างๆ เพื่อให้คลอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด โดยให้อิสระในการจับกลุ่มกันทิศละสองถึงสามคน ที่นี่ไม่มีเรื่องการจ้าง แต่จะเป็นการช่วยค่าอาหาร น้ำมัน ชุดละ 300 บ./วัน โดยให้แต่ละชุดตัดสินใจจัดการร่วมกันเอง ซึ่งเงินจำนวนนี้ได้มาจากการสนับสนุนของหน่วยงานคือ โครงการการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเครือข่ายทสม.ในการจัดการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันปี 2564จากกองทุนสิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

แนวทางหนึ่งที่สำคัญคือ การใช้ข้อตกลงร่วมที่พัฒนาในระดับชุมชนหมู่บ้านโดยผู้นำชุมชน ยกระดับสู่เวทีประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านระดับอำเภอและทำเป็นบันทึกข้อตกลงร่วมในรูปแบบ “MOU” โดยมีหัวหน้าส่วนราชการและนายอำเภอลงนามร่วมและใช้ปฏบัติร่วมกันตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ตำบล เป็นภาพรวมทั้งอำเภอ 80 หมู่บ้านของอำเภอวังเหนือ กระบวนการเช่นนี้ทำให้ข้อตกลงที่มาจากชาวบ้านมีความหมาย มีความน่าเชื่อถือมากขึ้น

“เรื่องนี้เชื่อมโยงโดยผู้นำ คือผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน สารวัตรฯ แพทย์ประจำหมู่บ้าน เราได้นำข้อตกลงที่เกิดขึ้นไปทำMOUร่วมกับนายอำเภอ ซึ่งประชุมร่วมกันเดือนละครั้ง  จากแต่เดิมอำเภอใช้การสั่งการอย่างเดียว หลักๆคือการเชื่อมประสานกับอำเภอให้ได้ ข้อตกลงนี้ใช้ในช่วง 60วันห้ามเผาตามประกาศของจังหวัด โดยทำเป็นเอกสารแจกให้แต่ละหมู่บ้านนำไปดำเนินการต่อร่วมกับประชาชนในพื้นที่ สาระสำคัญในข้อตกลงร่วม เช่น หลังคาเรือนไหนไม่ให้ความร่วมมือต้องโดนปรับหลังคาละ 300 บาท สัญญาที่ทำร่วมกันก็มีการปริ๊นเป็นไวนิลขนาดใหญ่เพื่อสร้างการรับรู้ ซึ่งคนดื้อก็มี แต่เราไม่มีการบังคับ เดี๋ยวสังคมชาวบ้านก็คุยกันเองว่าบ้านหลังนั้น คนนั้นไม่ให้ความร่วมมือ ถ้าถึงหูเขา เขาก็จะเกิดความละอายใจไปเอง รวมถึงผู้นำก็ไม่อำนวยความสะดวกให้เขา เช่นเรื่องการเซ็นต์เอกสารต่างๆก็จะบริการคนดื้อช้ากว่าคนอื่นๆ แต่เปอร์เซ็นต์คนที่เป็นแบบนี้มีน้อย ไม่ถึง 10%ของชุมชน”

เมื่อกลายเป็นภารกิจร่วมของทั้งระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ การระดมความช่วยเหลือสนับสนุนด้านต่างๆจึงเป็นไปได้โดยไม่ยาก ในระดับหมู่บ้าน มีการสมทบบริจาคจากสมาชิกชุมชนจำนวน 6,100 บ. นอกจากนี้กลุ่มกองทุนต่างๆได้มีการจัดสรรเงินกองทุนของกลุ่มมาช่วยเหลือชุดลาดตระเวณ  คือ กองทุนหมู่บ้านระดับตำบลจำนวน 2,000 บาท กองทุนของหมุ่บ้าน 3,000 บาท ขณะที่ผู้ประกอบการในพื้นที่ก็สนับสนุนน้ำดื่ม เครื่องดื่ม น้ำแข็ง ตลอด 60 วัน รวมถึงสำนักงานทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมจังหวัดลำปาง(ทสจ.) ร่วมสนับสนุนน้ำดื่มอีกจำนวน 1,000 ขวด ถือเป็นต้นแบบในเรื่องของการระดมความร่วมมือจากทุกภาคส่วนต่างๆในพื้นที่อีกชุมชนหนึ่ง

ผลการจัดการที่สำคัญนับตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมาหลังการจัดการ บ้านร่องเคาะไม่มีจุดฮอตสปอตเกิดขึ้นในพื้นี่เลย แม้จะเกิดไฟขึ้นอยู่บ้าน แต่ชุดลาดตระเวนก็เคลื่อนที่เร็วเข้าจัดการทันเวลาก่อนที่จะกลายเป็นไฟใหญ่ขนาดหลายสิบไร่จนกลายเป็นจุดฮอตสปอต ขณะที่ภาพรวมระดับตำบลก็ลดลงเหลือเพียง1-2 จุด

บ้านร่องเคาะมีการจัดการป่าตลอดทั้งปีไม่เพียงแค่เฉพาะเรื่องไฟป่าหมอกควันเท่านั้น ในช่วงฤดูไฟประมาณเดือนมีนาคม – เมษายน อากาศแห้งจะเน้นลาดตระเวน เฝ้าระวังไฟ และพร้อมเคลื่อนที่เร็วเข้าควบคุมจัดการไฟหากเกิดสถานการณ์ขึ้น โดยจะกำหนดวันเวลาให้ตรงกับช่วงประกาศห้ามเผาของจังหวัดของทุกปี ขณะที่ในช่วงฤดูฝนได้มีการปลูกต้นไม้ ผลไม้ ดอกไม้ที่สามารถหาได้ในท้องถิ่น เพิ่มความหลากหลายให้กับระบบนิเวศน์ป่าไม้เพื่อให้เป็นอาหารของทั้งคนและสัตว์ในป่าและที่สำคัญคือการลาดตระเวนเฝ้าระวังการตัดไม้ การขยายพื้นที่เกษตรรุกล้ำแนวเขตป่าซึ่งทำตลอดทั้งปี โดยกลุ่มชาวบ้านที่เข้าเก็บหาของป่าเป็นประจำประมาณ13 คน

ป่ากับประชาชน ประชาชนกับป่าถ้าช่วยกันดูแลนอกจากจะได้ประโยชน์ในเรื่องของระบบนิเวศน์วิทยาต้นน้ำแล้ว ยังได้ประโยชน์ทางตรงทั้งเรื่องอาหารจากป่า และไม้ใช้สอยสำหรับกิจกรรมส่วนรวมของชุมชน และยังรวมไปถึงการจัดสรรจัดการไม้ใช้สอยบางส่วนนำไปซ่อมแซมบ้านให้คนจนคนชายขอบในชุมชน ซึ่งที่ผ่านมาอนุมัติไปแล้ว 3 หลัง เป็นการดูแลกันของชุมชนโดยใช้ทรัพยากรที่เกิดจากการดูแลรักษาร่วมกัน โดยหลังการตัดได้มีการปลูกไม้ใหม่เสริมเข้าไปอย่างต่อเนื่องในทุกฤดูฝน

“การหาของในป่า เห็ด หอย ปู อึ่งอ่าง กบ แมลงต่างๆ ผักป่าเป็นวิถีชีวิต เราไม่หวง ไม่ห้าม แต่ต้องไม่ทำลาย เราอาศัยคนเหล่านี้ดึงมาเป็นเครือข่ายคอยสอดส่องดูแลไม่ใช่แค่เรื่องไฟป่าอย่าเดียวแต่รวมถึงการลักลอบตัดไม้ การถางป่าเพื่อครอบครองพื้นที่”

การจัดการหลังจากนี้ของชุมชนมุ่งไปในแนวทางการจัดการป่าชุมชน ซึ่งเรื่องไฟป่าหมอกควันเป็นเรื่องหนึ่งในแผนการจัดการ นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะปลูกป่าเพิ่มเติมจำนวน 500 ไร่ การพัฒนา/การรวมตัวของเครือข่าย ซึ่งในหมู่บ้านเกิดเครือข่ายจำนวนมาก ทั้งเครือข่ายราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน(อาสาสมัครทสม.) เครือข่ายป่าชุมชน จะผนวกรวมกันได้อย่างไรเพื่อช่วยกันดูแลป่าผืนสุดท้ายของหมู่บ้านขนาด1,671ไร่ ไว้ให้เป็นสมบัติของส่วนรวมที่เอื้อประโยชน์แก่ชุมชนและสังคมไปจนถึงรุ่นลูกหลานต่อไป

สัมภาษณ์นายอดิเรก สวยสดผู้ใหญ่บ้านร่องเคาะ หมู่ 9 ต.ร่องเคาะ อ.วังเหนือ จ.ลำปาง
ประธานเครือข่ายทสม.อำเภอวังเหนือ

โพสต์ใหม่