หน้าแรกบทความ-เรื่องเล่าฝายสร้างต้นทุนน้ำและชีวิตในผืนป่าแม่กาและแม่นาเรือ

ฝายสร้างต้นทุนน้ำและชีวิตในผืนป่าแม่กาและแม่นาเรือ

“การจัดทำฝายชะลอน้ำเราได้ดำเนินการมาเป็นประจำทุกปี เริ่มแรกไม่รู้ว่าจะดึงการมีส่วนร่วมของชาวบ้านมาช่วยกันอย่างไร  น้ำ คือสิ่งสำคัญของชุมชนที่จะต้องอาศัยและใช้ประโยชน์ จึงดำเนินการจัดทำฝายชะลอน้ำขึ้นมา ณ ตอนนั้นยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาสนับสนุน จนกระทั่งการทำฝายลูกแรกเริ่มเห็นผลน้ำเริ่มกลับคืนมา ชาวบ้านเริ่มเห็นคุณค่าในการทำฝาย จึงร่วมด้วยช่วยกันมาอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งในช่วง 5 – 6 ปีที่ผ่านมา ทางสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จังหวัดพะเยา (ทสม.) ได้เข้ามาสนับสนุนการดำเนินการปีละ 10,000 บาท พร้อมกับจัดตั้งเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติหมู่บ้าน (ทสม.) ขึ้นมาในการที่จะเป็นกลไกสำคัญเชื่อมประสานการทำงานรัฐ ท้องถิ่น ท้องที่ ในขณะที่ท้องถิ่น โดยองค์การบริหารส่วนตำบลแม่นาเรือ ก็ได้เข้ามาสนับสนุนกิจกรรมทำฝาย มีเจ้าหน้าที่เข้ามาร่วมวางแผน จับพิกัดว่าจะดำเนินการสร้างฝายตรงไหน อย่างไร ในปีนี้เช่นกัน ทางท้องถิ่นได้ให้การสนับสนุนงบดำเนินการจำนวน 250,000 บาทที่จะเข้าไปทำฝายชะลอน้ำในลักษณะฝายกึ่งถาวรเพื่อให้คงทนไม่ชำรุดในช่วงฤดูน้ำหลาก จำนวน 400 กว่าลูกร่วมกับทสจ.จังหวัดพะเยาและขับเคลื่อนร่วมกันทั้งตำบล” น.ส.เดือนนภา ปัญญาวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มอนุรักษ์ป่าต้นน้ำแม่นาเรือ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา กล่าว

การสร้างฝายชะลอน้ำในพื้นที่ป่าหลายๆพื้นที่อาจจะไม่ใช่เรื่องสำคัญหรือจำเป็นต่อการจัดการหรือฟื้นฟูป่า แต่สำหรับตำบลแม่นาเรือ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยานั้น กลับเป็นฝายที่มีชีวิต ชีวิตของป่า ชุมชน แหล่งน้ำ รวมไปถึงสัตว์ป่า พลิกฟื้นมาอีกครั้ง แม้ว่าที่ผ่านมานั้น ผู้นำในพื้นที่ทั้งผู้ใหญ่บ้าน กำนัน ท้องถิ่น รวมไปถึงผู้รู้ในชุมชนจะใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับชุมชน  ทำให้เห็น ทำให้รู้และลงมือทำหลายปีกว่าที่จะขับเคลื่อนให้เกิดพลังการมีส่วนร่วม หรือร่วมมือกันทั้งตำบลขึ้นมาได้

โดยเฉพาะผืนป่าแม่กาและแม่นาเรือ แหล่งต้นน้ำสำคัญของชุมชนในพื้นที่ตำบลแม่นาเรือได้พึ่งพาอาศัยและใช้ประโยชน์ ซึ่งในอดีตนั้นเป็นผืนป่าที่อุดมสมบูรณ์มีความหลากหลายของพืชและสัตว์ แต่ด้วยสถานการณ์การพัฒนาเมือง เศรษฐกิจและสังคม รวมไปถึงการคมนาคม จึงทำให้ผืนป่าแม่กาและแม่นาเรือนั้น ได้ถูกสัมปทานตัดไม้จากการทำถนนเส้นทางเชียงใหม่  – พะเยา  ทำให้เกิดดินโคลนถล่มทับถมลำน้ำตื้นเขิน  ต้นไม้ที่สมบูรณ์ถูกตัดฟันไม้ออกจากพื้นที่และมีบางส่วนของชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงเริ่มที่จะขยายแนวเขตที่ดินทำกินเข้าไปในพื้นที่ป่า จากผืนป่าขนาดใหญ่เริ่มลดน้อยลง

นั่นจึงเป็นเหตุผลและที่มาของการเกิดเวทีพูดคุยกันในกลุ่มผู้นำในตำบลแม่นาเรือว่า ป่าที่เหลือแม้จะไม่มากนักนั้น จะต้องได้รับการดูแล ฟื้นฟู กลับคืนมาอีกครั้ง

การสร้างฝายชะลอน้ำสร้างต้นทุนน้ำ  ปลูกป่าฟื้นฟูป่าเพื่อการใช้ประโยชน์  บวชป่าสร้างแรงศรัทธาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในพื้นที่ป่า  จึงเป็นที่มาของกิจกรรมที่ชุมชน 18 หมู่บ้านตำบลแม่นาเรือได้ร่วมกันดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันตำบลแม่นาเรือ มีพื้นที่ป่าสำคัญๆ ได้แก่ เขตป่าบ้านโซ้ ป่าสันป่าสัก ป่าร่องคำป่าสันขี้เหล็กประมาณ  ๓ / ๔ ของพื้นที่ทั้งหมด มีพื้นที่ป่าที่เหลือและป่าไม้สมบูรณ์ ประมาณ ๖๙,๐๖๙ ไร่ที่ชุมชนร่วมกันจัดการดูแลรักษาทั้งตำบล โดยมีกลไกการทำงานเริ่มเคลื่อนในระดับพื้นที่โดยมีผู้นำที่เป็นทางการ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ท้องถิ่น ออกมาดำเนินกิจกรรมร่วมกันทุกหมู่บ้าน  18 หมู่บ้าน 3,672  ครัวเรือน โดยมีชุมชนหมู่บ้านร่องคำดง ซึ่งมีพื้นที่ป่าที่จัดการมากกว่าหมู่บ้านอื่นๆและขึ้นทะเบียนกับกรมป่าไม้ ตามพ.ร.บ.ป่าชุมชน 2562 รวมพื้นที่กว่า  2,933 ไร่ จากพื้นที่ป่ารวมทั้งสิ้น 34,009 ไร่ จึงเป็นหมู่บ้านหลักที่ขับเคลื่อนกิจกรรมและดำเนินการไปพร้อมกับพื้นที่ป่าที่เชื่อมต่อระหว่างหมู่บ้านและหมู่บ้านที่ไม่มีพื้นที่ป่าแต่เข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าชุมชนใกล้เคียงเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกัน

จากฝายที่ไม่มีน้ำเริ่มกลับมามีชีวิต สร้างต้นทุนน้ำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้ชุมชนมีน้ำใช้ที่เพียงพอ สร้างความสมดุลของระบบนิเวศน์ แหล่งอาหาร แหล่งที่อยู่อาศัยสัตว์ป่าโดยเฉพาะนกยูงไทย และแหล่งต้นน้ำสำคัญของชุมชนในเขตพื้นที่ตำบลแม่เรือและตำบลตุ่นไหลลงสู่กว้านพะเยา มีพื้นที่ได้รับประโยชน์รวม 22,813  ไร่   3,654  ครัวเรือน เฉพาะตำบลแม่นาเรือ รวม 11,322 ไร่  437 ครัวเรือน

นอกจากฝายชะลอน้ำ จะสร้างต้นทุนน้ำ สร้างผืนป่าให้มีชีวิตแล้ว ยังช่วยหยุดยั้งการลุกลามของการเกิดไฟในพื้นที่ป่า ด้วยความชุ่มชื้นของป่าที่เกิดจากการสร้างฝายแต่ละจุดในลำห้วยสาขาย่อยๆในพื้นที่ป่ากว่า 4 สายรวมแล้วที่ได้ดำเนินการไปต่ำกว่า 70 กว่าฝาย และมีเป้าหมายจะทำให้เต็มพื้นที่ป่ากว่า 400 ฝาย  จากเหมืองฝายในป่า  และทุกปีเมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง ตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ – เมษายน ชุมชนยังคงเฝ้าระวังพื้นที่ป่าอย่างต่อเนื่องโดยตั้งทีมอาสาในการจัดการไฟ  จัดเวรยามเฝ้าระวังโดยแบ่งออกเป็น 4 เส้นทางที่มีการเข้า – ออกจากป่า

“ใครที่จะเข้าป่าในช่วงที่ทางคณะกรรมการและอาสาจัดการไฟของแต่ละหมู่บ้าน จัดตั้งเวรยามและมีด่านตรวจนั้นจะถูกค้นตัวไม่ให้นำไฟเช็คเข้าไปในพื้นที่ป่า แต่สามารถเข้าไปหาเห็ด หน่อไม้ และพืชผักอื่นๆในพื้นที่ป่าได้ตามระเบียบและข้อตกลงร่วมของชุมชน และผลของการจัดทำฝายชะลอน้ำนั้น ยังช่วยสร้างความชุ่มชื้นของผืนป่า เป็นป่าเปียกที่สามารถป้องกันไฟได้อีกทางหนึ่ง” ประธานเครือข่ายอนุรักษ์ป่าต้นน้ำแม่นาเรือ กล่าว

ในขณะเดียวกัน แม้ว่าที่ผ่านมาการจัดการของชุมชนจะลดการเกิดไฟในพื้นที่ป่าของชุมชนเองได้ แต่ไม่สามารถที่จะหยุดไฟที่ลุกลามมาจากพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อกับจังหวัดลำปาง เส้นทางอำเภอวังเหนือ ด้านหลังของมหาวิทยาลัยพะเยา การจัดการของชุมชนเป็นเพียงการเฝ้าระวัง ลาดตะเวน ป้องกันไฟจากพื้นที่อื่น และปีนี้ 2564  ฝนมาก่อนฤดูกาลทำให้การลุกลามของไฟที่เข้ามาจากพื้นที่อื่นน้อยลง

ดังนั้น การจัดทำฝายชะลอน้ำของชุมชน ไม่ใช่ทำแล้วเสร็จทำแล้วปล่อย แต่ทำแล้วหวังผลให้เกิดประโยชน์  เป็นฝายที่มีชีวิตและส่งต่อชีวิตผ่านผืนป่า แม่กาและแม่นาเรือ ให้กับชุมชนและสัตว์ป่าได้อยู่ร่วมกัน และจะเป็นผืนป่าที่ส่งต่อความรู้ต่างๆในพื้นที่ป่าทั้งสัตว์ป่า ระบบนิเวศน์ ต้นไม้ พันธุ์ไม้  สมุนไพรนานาชนิด พัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ ถ่ายทอดให้กับลูกหลาน ได้เข้ามาศึกษา เข้ามามีส่วนร่วมดำเนินกิจกรรมต่างๆร่วมกับชุมชนจากรุ่นสู่รุ่นต่อไปในอนาคต

โพสต์ใหม่