หน้าแรกบทความ-เรื่องเล่าพลิกฟื้นผืนป่า ชุมชนบ้านเขาโล้น จ.พิจิตร

พลิกฟื้นผืนป่า ชุมชนบ้านเขาโล้น จ.พิจิตร

จังหวัดพิจิตร เป็นจังหวัดตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำน่าน ทางตอนล่างของภาคเหนือ ระหว่างจังหวัดนครสวรรค์กับจังหวัดพิษณุโลกตัวเมืองมีแม่น้ำน่านกับแม่น้ำยมไหลผ่านถือเป็นจังหวัดที่มีศักยภาพการท่องเที่ยว ทั้งการท่องเที่ยวด้านวัฒนธรรมประเพณี วิถีชีวิต แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่น่าสนใจอีกหลายแห่ง แต่ที่ชุมชนบ้านเขาโล้น ต.เขาเจ็ดลูก อ.ทับคล้อ จ.พิจิตร เป็นพื้นที่ ที่อยู่ค่อนข้างห่างจากแม่น้ำ พอหน้าแล้งก็จะไม่มีน้ำใช้ และพื้นที่ส่วนใหญ่ก็เป็นพื้นที่การเกษตรของชาวบ้าน จึงทำให้ขาดแคลนน้ำอย่างมาก

ผู้ใหญ่ธง หรือ นายเศรษฐ์​ฐ​กรณ์​นาศพัฒน์ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 บ้านเขาโล้น ตำบลเขาเจ็ดลูก อำเภอทัพคล้อ จังหวัดพิจิตรจึงได้ประสานไปยังกรมพัฒนาที่ดิน เพื่อดำเนินการภายใต้โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน หรือ “บ่อจิ๋ว” ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มอบหมายให้กรมพัฒนาที่ดินจัดทำโครงการด้วยการขุดสระน้ำ ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร (ลบม.) และให้เกษตรกรมีส่วนร่วมออกค่าใช้จ่าย 2,500บาท/บ่อ เพื่อบรรเทาปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บกักน้ำในพื้นที่ทำเกษตรแก่เกษตรกรที่อยู่เขตชลประทานได้มีแหล่งน้ำที่เหมาะสม เป็นการสนับสนุนการทำเกษตรแบบผสมผสานตามหลักทฤษฎีใหม่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประมาณ 300 ถึง 400 บ่อในเขตอำเภอทับคล้อ เพื่อกักเก็บน้ำในการทำเกษตร นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผู้ใหญ่ธงได้ทำ เพื่อพัฒนาชุมชนที่เขารัก

เมื่อพื้นที่มีความจำกัดในเรื่องของการใช้น้ำ และทุกครัวเรือนมีเศษขยะที่เกิดจากการบริโภค ผู้ใหญ่ธง จึงได้นำวิทยากร มาให้ความรู้เรื่อง “คีย์โฮลKeyhole Garden” พร้อมทั้งลงมือทำในพื้นที่อยู่อาศัยของตนเองเพื่อให้คนในชุมชนได้เห็นเป็นแบบอย่างคีย์โฮลKeyhole Garden คือแปลงปลูกผักที่มีท่อทำปุ๋ยหมักอยู่ในแปลง ส่วนเหตุผลที่เรียกว่าคีย์โฮลเพราะหน้าตาเหมือนรูกุญแจที่มีทางเดินไปยังรูตรงกลางสำหรับใส่เศษอาหารจากครัวเรือน เพื่อทำเป็นปุ๋ยหมักให้ผักในแปลง ผักจะดูดปุ๋ยหมักจากท่อในดินไปใช้ในการเจริญเติบโต ประโยชน์ของการทำคีย์โฮลคือช่วยลดขยะอย่างเห็นได้ชัด และยังเป็นรูปแบบสวนผักที่ช่วยประหยัดน้ำ โดยรดน้ำแค่ในส่วนของท่อปุ๋ยหมักแล้วน้ำจะกระจายไปยังแปลงดินที่มีชั้นหินด้านล่างช่วยเก็บความชื้นไว้

“นอกจากดูแลเรื่องระบบน้ำในการเกษตร และการจัดการขยะในครัวเรือนโดยสร้างแปลงผักปลอดสารแล้วผมได้นำองค์ความรู้เรื่อง ปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกองจากมหาวิทยาลัยแม่โจ้ มาใช้ในชุมชนด้วย เพราะถ้าเราอยากให้เค้าการลดการเผา วิธีที่ดีที่สุด คือการให้ความรู้เรื่องการจัดการ และการจัดการนั้นต้องไม่สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้เกษตรกร หรือควรจะก่อเกิดประโยชน์หรือรายได้ให้พวกเขาด้วย” ผู้ใหญ่ธงได้กล่าว

ซึ่งการทำปุ๋ยหมักแบบไม่กลับกอง นั้นชาวบ้านสามารถนำเศษข้าวโพดหรือฟางข้าว 4 ส่วนกับมูลสัตว์ 1 ส่วนโดยปริมาตร วางสลับกันเป็นชั้นบางๆ สูงไม่เกินชั้นละ 10 เซนติเมตร รดน้ำแต่ละชั้นให้มีความชื้น ขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมที่มีความสูงไม่ต่ำกว่า 1.50 เมตร ฐานกว้าง 2.5 เมตร ส่วนความยาวของกองจะยาวเท่าไรก็ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณเศษพืชและมูลสัตว์ที่มี ความสำคัญของการที่ต้องทำเป็นชั้นบาง ๆ ก็เพื่อให้จุลินทรีย์ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ได้ใช้ทั้งธาตุคาร์บอน (มีอยู่ในเศษพืช) และธาตุไนโตรเจน (มีในมูลสัตว์) ในการเจริญเติบโตและสร้างเซลล์ของจุลินทรีย์ ซึ่งจะทำให้การย่อยสลายวัตถุดิบเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว โดยการวางกองปุ๋ยหมักสามารถวางไว้กลางแจ้งได้เลย ไม่ต้องมีการปิดคลุม และรักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมอยู่เสมอตลอดเวลา โดยรดน้ำภายนอกกองปุ๋ยทุกเช้า (ถ้าฝนตกก็ให้งดขั้นตอนนี้)  และใช้ไม้แทงกองปุ๋ยให้เป็นรูลึกถึงข้างล่างแล้วกรอกน้ำลงไป ระยะห่างของรูประมาณ 40 เซนติเมตร ทำแบบนี้ทุกๆ10 วัน เมื่อกองปุ๋ยมีอายุครบ 60 วัน ก็หยุดให้ความชื้น กองปุ๋ยจะมีความสูงเหลือเพียง 1 เมตร แล้วทำปุ๋ยอินทรีย์ให้แห้งเพื่อให้จุลินทรีย์สงบตัวและไม่ให้เป็นอันตรายต่อรากพืช นอกจากนี้ผู้ใหญ่ธงยังนำความรู้นี้ไปใช้กับการจัดการใบไม้ในป่าเพื่อลดปริมาณใบไม้แห้งซึ่งจะทำให้เกิดไฟป่าอีกด้วย ชาวบ้านที่มาช่วยกันทำก็สามารถแบ่งปุ๋ยหมักจากใบไม้กลับไปใช้ที่บ้านตัวเองได้

 

พื้นที่บ้านเขาโล้น เดิมเคยเป็นพื้นที่ป่าอุดมสมบูรณ์ แต่เนื่องด้วยอาชีพหลักของคนในพื้นที่คือการเผาถ่านขาย จึงทำให้ปริมาณต้นไม้ในป่าลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว จนพื้นที่ทั้งหมดกลายเป็นเขาหัวโล้น และเป็นที่มาของของชื่อ “บ้านเขาโล้น”

หลังจากนั้นคนในพื้นที่ก็ยึดการทำการเกษตรเป็นอาชีพหลัก และเพื่อง่ายต่อการจัดการหลังเก็บเกี่ยว จึงใช้วิธีการเผาเศษฟางหลังการเก็บเกี่ยว ทำให้ไฟจากการเผาลามขึ้นไปซ้ำเติมพื้นที่ป่าเดิม ที่ไม่อุดมสมบูรณ์อยู่แล้วให้ยิ่งเสื่อมโทรมลง แม้ชุมชนเป็นพื้นที่อยู่ใกล้ๆป่าสงวนแห่งชาติ แต่ป่าไม้กลับเสื่อมโทรม ผู้ใหญ่ธง จึงมุ่งมั่นที่จะพลิกฟื้นผืนป่าเขาโล้น สู่ผืนป่าชุมชนที่ชาวบ้านร่วมกันอนุรักษ์ไว้เพื่อให้เป็นแหล่งอาหารของหมู่บ้าน มีต้นไม้นานาชนิดทั้งพืชสมุนไพร เห็ด กอไผ่ และหน่อไม้ ให้ชาวบ้านได้เก็บกิน รวมถึงอนุรักษ์พันธุ์ไม้พื้นถิ่นไว้ให้ลูกหลานได้ภูมิใจ

ผู้ใหญ่ธง และชาวบ้านจึงได้เข้ามาเป็นราษฎรอาสาสมัครพิทักษ์ป่า (รสทป.) เพื่อร่วมกันฟื้นฟูพื้นที่ที่เป็นเขาโล้นให้กลับมาเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ ด้วยการร่วมแรงร่วมใจกันปลุกป่าเสริม รวมถึงการตั้งคณะกรรมการดูแล และลาดตะเวนเพื่อการเฝ้าระวังไฟป่าดูแลป่าจากป่าเสื่อมโทรม ให้กลับมาฟื้นคืนความอุดมสมบูรณ์ และในขณะเดียวกัน ก็สร้างความเข้าใจกับกลุ่มเกษตรกรเรื่องการ “งดการเผาหลังเก็บเกี่ยว” และ “การเข้าใช้พื้นที่ป่า เก็บของป่าอย่างเหมาะสม” ทำให้การฟื้นฟูป่าเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น

ปัจจุบัน หลังจากที่ชาวบ้านช่วยกันดูแลป่าชุมชนของพวกเขาซึ่งมีพื้นที่ประมาณ 400 ไร่ ในหมู่ 6 บ้านเขาโล้น อ.ทับคล้อ ก็ได้ค้นพบว่าในช่วงฤดูฝนป่าชุมชนเป็นพื้นที่ๆมีดอกกระเจียวยักษ์ขึ้นอย่างหนาแน่นในทุกปีจึงได้เกิดแนวคิดเรื่องการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ บ้านเขาโล้นขึ้น โดยเปิดให้นักท่องเที่ยวได้ชม เฉพาะในช่วงหน้าฝน“เทศกาลชมดอกกระเจียวบานที่บ้านเขาโล้น” นับเป็นการท่องเที่ยวที่มีการบริหารจัดการโดยชุมชนอย่างแท้จริงถือเป็นการท่องเที่ยวที่สามารถกระจายรายได้สู่ชุมชนได้โดยตรง และยังเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป ซึ่งการมาชมทุ่งดอกกระเจียวยักษ์แห่งนี้ ไม่มีค่าเข้าชมแต่อย่างใด นักท่องเที่ยวสามารถชมฟรีได้ตลอดฤดูกาล สำหรับนักท่องเที่ยวที่สนใจอยากพักแรม ทางชุมชนจะไม่มีบริการที่พัก แต่จะมีที่พักในตัวอำเภอ ตอนเช้าก็สามารถเดินทางมาเข้าชมยังสถานีที่ท่องเที่ยวได้ และคนในชุมชน ก็ยังนำผลิตผล และผลิตภัณฑ์ต่างๆมาขายเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัว ส่วนลูกหลานของคนในชุมชนก็มาเป็นมัคคุเทศก์น้อยพาเดินชมเส้นทางศึกษาธรรมชาติตลอดเส้นทาง เป็นระยะทาง 1 กิโลเมตร โดยมัคคุเทศก์น้อยได้ผ่านการอบรมของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) มาแล้ว “จุดเด่นที่สุดคือ ดอกกระเจียวยักษ์ที่มีขนาดใหญ่ ความยาวประมาณ1 ข้อศอก” และจะมีกิจกรรมต่างๆ เช่น ยิงหนังสติ๊ก ปลูกป่า กิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย

 

โพสต์ใหม่