หน้าแรกบทความ-เรื่องเล่าเปลี่ยนทุ่งเลี้ยงสัตว์ ให้กลายเป็นป่าของชุมชน : ชุมชน ต.จริม จ.อุตรดิตถ์

เปลี่ยนทุ่งเลี้ยงสัตว์ ให้กลายเป็นป่าของชุมชน : ชุมชน ต.จริม จ.อุตรดิตถ์

เราจะทำอย่างไรให้ป่าผูกพันกับชุมชนเพื่อให้คนได้ใช้ประโยชน์กับมันจริงๆ “จำนงค์ ทะมา เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติชุมชน ต.จริม อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ กล่าว

ถ้าจะพูดถึงเรื่องคนที่อาศัยและใช้ประโยชน์ร่วมกับป่าในบ้านเรามีเกิดขึ้นอยู่ในทุกภาคแต่ที่เราเห็นเรื่องแบบนี้ได้ชัดมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นทางภาคเหนือของบ้านเรา เราก็คงปฏิเสธไม่ได้ว่าภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่มีป่ามากที่สุดและคนกับป่าก็พึ่งพาอาศัยกันมาอย่างยาวนานเช่นกัน ถ้าจะย้อนเรื่องการใช้ประโยชน์จากป่าของบ้านเราก็คงต้องย้อนไปราวสมัยรัชกาลที่ 5 ที่มีการเปิดให้สัมปทานป่ากับบริษัทจากประเทศอังกฤษเข้ามาตัดไม้ที่มีมูลค่าในสมัยนั้นก็จะเป็นไม้สักเกือบ 100% หลังจากที่บริษัทจาประเทศอังกฤษเข้ามาใช้ประโยชน์จากป่าทางภาคเหนือของบ้านเราก็จะเป็นยุคของกรมป่าไม้ที่รับช่วงต่อ เห็นหรือเปล่าครับว่าการใช้ประโยชน์จากป่าในบ้านเรามีมานานมากแต่จะเป็นในรูปแบบไหนเท่านั้นเอง จ.อุตรดิตถ์ เองก็เช่นกันถูกสัมปทานไม้สักในป่าออกไปเป็นจำนวนไม่น้อยในยุคนั้นและรู้หรือเปล่าครับว่าในปัจจุบัน จ.อุตรดิตถ์มีการปลูกไม้สักมากเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศด้วยในรูปแบบของสวนป่า

จ.อุรดิตถ์ นอกจากพื้นที่ปลูกไม่สักจะมาเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศแล้วในช่วงต้นปีที่ผ่านมาซึ่งเป็นช่วงที่มีไฟป่าที่สร้างหมอกควันและ pm2.5ในพื้นที่ปลูกไม้สักจำนวนมากก็เป็นต้นเหตุของไฟป่าและฝุ่นควันอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียวแต่มีพื้นที่หนึ่งใน อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ พยายามที่จะสร้างความเข้าใจเรื่องของหมอกควันและป้องกันไม่ให้เกิดไฟป่าที่เป็นสาเหตุของหมอกควันในพื้นที่ก็คือ ต.จริม ซึ่งพื้นที่ของ ต.จริมเองก็มีพื้นที่เชื่อมต่อกับแปลงปลูกไม้สักขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้จำนวนมากทำให้เวลาเกิดเหตุไฟป่าไฟจะมักลามมาจากพื้นที่แปลงปลูกไม้สักเนื่องจากในช่วงฤดูแล้งต้นสักจะทิ้งใบซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีในการที่จะเกิดไฟและลามเข้ามายังป่าชุมชนของชาวบ้าน ต.จริม พี่จำนงค์ ทะมา เล่าให้ฟังว่าพื้นที่ป่าชุมชนของ ต.จริม มีอยู่จำนวน 1 ป่า ซึ่งเกิดจากการรวมตัวพูดคุยตกลงกันของคนใน ต.จริม ว่าจะกันพื้นที่ซึ่งเดิมเป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์ของชาวบ้านที่ถูกย้ายชุมชนมาจากการสร้างเขื่อนสิริกิติ์เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวแห้งแล้งเพราะบริเวณพื้นที่ต้นน้ำส่วนมากจะเป็นแปลงปลูกต้นสักขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ทำให้ป่าบริเวณนั้นขาดความอุดมสมบูรณ์จากการปลูกต้นสักเพียงชนิดเดียวทำให้ระบบนิเวศน์เสียหายป่าต้นน้ำที่เคยมีน้ำน้ำก็ค่อยๆ หายไปชุมชนได้รับความเดือนร้อนจากการที่ไม่มีน้ำ ชาวบ้านจึงมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะกันพื้นที่เลี้ยงสัตว์ให้ฟื้นกลายเป็นป่าของชุมชนให้ชุมชนได้ใช้ประโยชน์ร่วมกันโดยแนวคิดนี้เริ่มต้นเมื่อประมาณปี 2554 เป็นต้นมา

ตกผลึกความคิดร่วมกันของคนในชุมชนจากพื้นที่ที่เป็นทุ่งเลี้ยงสัตว์เดิมจากพื้นที่นิคมริมน้ำน่านที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันคนในชุมชนช่วยกันปลูกป่าจนเกิดป่าชุมชนขึ้นมามีเนื้อที่ประมาณ 700 ไร่แต่ถูกรับรองขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนเพียง 368 ไร่ “เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติชุมชนหรือ ทสม.” ในพื้นที่ร่วมกับคนใน ต.จริม ช่วยกันป้องกันดูแลรักษาจนทำให้ต้นไม้เริ่มโตขึ้นเรื่อย เพียงแค่การโตขึ้นของต้นไม้เดิมไม่สามารถทำให้ป่าชุมชนของชาวบ้านฟื้นตัวขึ้นได้เร็วและมีการจัดตั้งกรรมการดูแลป่าชุมชนขึ้นเพื่อทำหน้าที่ในการจัดการดูแลป่าชุมชนในพื้นที่ตัวเอง

หลายคนสงสัยว่าในการฟื้นฟูป่าที่เคยเสื่อมโทรมให้กลับมาเป็นป่าที่คน ต.จริม ได้ใช้ประโยชน์ความกันคงใช้ทั้งเวลาและงบประมาณไม่น้อย นั่นแหละครับจึงเป็นจึงเป็นหน้าที่ของ ทสม.ในพื้นที่ที่ทำงานกับเครือข่ายทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์เข้ามามีส่วนช่วยได้มากคือช่วยทั้งเรื่องของการจัดหาทั้งกล้าไม้ พันธุ์ไม้ต่างๆ ที่จะเอาเข้ามาปลูกเสริมให้พื้นที่ป่าชุมชนที่กำลังฟื้นตัวโดยพันธุ์ไม้ที่จะนำเข้ามาปลูกในพื้นที่ของป่าชุมชนนั้นก็ผ่านกระบานการคิดว่าพันธุ์ไม้ที่จะนำมาปลูกต้องสามารถใช้ประโยชน์ได้จริงด้วยเช่น เลือกไผ่ซางหม่นเข้ามาปลูกเพื่อให้คนในชุมชนสามารถใช้หน่อไม้ในการบริโภคและต้นสามารถใช้อุปโภคได้ด้วยรวมไปถึงเรื่องของการทำฝายก็ทำหน้าที่ประสานงานจัดหาอุปกรณ์และทุนสนับสนให้กับกิจกรรมเรื่องของการทำฝายเพื่อกักเก็บน้ำและตะกอนดินไม่ให้ไหลและชะล้างจากพื้นที่สูงลงมายังฟื้นที่ต่ำ

ส่วนเรื่องของการแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควันที่เกิดขึ้นในพื้นที่ ต.จริม ส่วนหนึ่งของการเกิดไฟป่าในพื้นที่ป่าชุมชนของ ต.จริม ก็มาจากการจัดการเชื้อเพลิงในแปลงปลูกไม้สักและลามเข้ามายังพื้นที่ของป่าชุมชน ในส่วนของ ทสม.ที่มีโอกาสได้เข้าประชุมร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ของ จ.อุตรดิตถ์ ก็นำปัญหาดังกล่าวขึ้นมาพูดคุยกับหน่วยงานที่รับผิดชอบจนเกิดความเข้าใจตรงกันมีการเพิ่มความระมัดระวังในการจัดการเชื้อเพลิงในแปลงปลูกไม้สักขององค์การอุตสาหกรรมป่าไม้โดยการทำแนวกันไฟไม่ให้ไฟลามเข้าไปยังพื้นที่ของป่าชุมชนของ ต.จริม โดยต้นปีที่ผ่านมาไฟป่าลดลงอย่างเห็นได้ชัดในส่วนเรื่องของการป้องกันไฟป่าของชาวบ้านเองก็มีการจัดทำแนวกันไฟรอบป่าชุมชนของตัวเองทุกปีรวมไปถึงการมีจุดเฝ้าระวังไฟป่าในป่าชุมชนมากถึง 8 จุดโดยการแบ่งพื้นที่ตามความรับผิดชอบของแต่ละชุมชนซึ่งก็ได้รับความร่วมมือกันเป็นอย่างดีและเป็นการช่วยลดปัญหาลงได้เป็นอย่างมาก

ตั้งแต่เริ่มต้นฟื้นฟูป่าชุมชนมาตั้งแต่ปี 2554 เป็นต้นมาพี่จำนงบอกว่า “การได้หลอมรวมคนและทำให้คนได้รู้และเข้าใจ หวงแหนทรัพยากรเราได้คนมาทำกิจกรรมและเราได้ป่าชุมชนที่อุดมสมบูรณ์ของเรากลับคืนมา” เรื่องการทำความเข้าใจเรื่องไฟป่าไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้แต่สิ่งที่อยากกว่าคือการทำให้คนในชุมมชนรู้ว่าการที่ไฟป่าลดลงมาตัวเราจะได้ประโยชน์อะไรจากมันอย่างน้อยก็เห็นว่าป่าชุมชนฟื้นกลับมาชาวบ้านได้ประโยชน์จากป่าชุมชนและมีพื้นที่อาหารจากป่าและพื้นเรียนรู้ไว้ให้กับลูกหลานได้รู้และเข้าใจเรื่องความสำคัญของป่าชุมชนนี่แหละครับสิ่งที่ผมคิดว่าเป็นการ “อยู่ร่วมกับป่าและใช้ประโยชน์ดจากป่าอย่างแท้จริง”

 

- Advertisment -http://guruchiangmai.com/wp-content/uploads/2020/10/Banner-Website-01.jpg

โพสต์ใหม่