หน้าแรกบทความ-เรื่องเล่าจิตอาสาพัฒนาดงคู่ สู่ความยั่งยืน

จิตอาสาพัฒนาดงคู่ สู่ความยั่งยืน

แม้จะไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ จากการเป็นจิตอาสา แต่ความสนุกที่ได้ทำ ก็สุขมากพอแล้ว สำหรับเขา “ปรกรณ์ แหลมหลัก”

นายปรกรณ์ แหลมหลักเคย ได้รับตำแหน่งกำนัน ตำบลดงคู่ อำเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ยาวนานถึง 15 ปี หลังจากเกษียณอายุราชการลง คุณปกรณ์ ก็มาทำอาชีพเกษตรกรเต็มตัว แต่ก็ยังแบ่งเวลาให้กับงานจิตอาสาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งคุณปกรณ์ได้เล่าให้ฟังว่า “ผมทำงานอาสาสมัครมาแล้วกว่า10ปีตั้งแต่ยังเป็นกำนัน ตอนนี้ถึงจะเกษียณแล้วก็ยังทำอยู่”

ความเป็นจิตอาสาของคุณปกรณ์ มีทั้ง การช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือด้านความเป็นอยู่ หรือแม้กระทั่งเป็นผู้จัดหาโลงศพให้ผู้ด้อยโอกาสที่เสียชีวิตไปก็ตาม นอกจากนั้นก็ยังเป็นจิตอาสาในงานสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะดูแลรักษาในเรื่องของระเบียบ อย่างเช่น เป็นอาสาสมัครไปติดป้ายห้ามจับสัตว์ทุกชนิด ในเขตอนุรักษ์ ช่วยดูแล เป็นหูเป็นตาให้กับทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ทั้งในพื้นที่ที่มีการอนุรักษ์ และพื้นที่ใกล้เคียงที่สามารถดูแลถึงปัจจุบัน คุณปกรณ์ ก็เป็นหนึ่งใน “อาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรณ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้าน” หรือ ทสม. ด้วยความปณิทานอันตั้งมั่น “ป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์เข้าไปแล้วทำให้รู้สึกสดชื่นการได้ดูแลป่า ก็เหมือนกับได้ตอบแทนบุญคุณให้แก่แผ่นดิน”

ที่ผ่านมาสถานการณ์ปัญหาหมอกควันในประเทศไทย โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศในช่วงฤดูแล้ง (มกราคม-เมษายน) ของทุกปี เป็นผลสืบเนื่องมาจากการเผาพื้นที่ทางการเกษตร ซึ่งมีเศษวัชพืช และเศษวัสดุการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง การเผาในพื้นที่ป่าเต็งรังและป่าเบญจพรรณที่มีเศษกิ่งไม้และ ใบไม้ร่วงสะสมเป็นเชื้อเพลิงประกอบกับลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแอ่งกระทะและมีภูเขาล้อมรอบ จึงทำให้ความรุนแรงของปัญหาเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับจำนวนของหมอกควันที่ข้ามแดนมาจากประเทศตอนบนของภาคเหนือในประเทศไทย ส่งผลให้สถานการณ์ ‘ฝุ่นและพิษควันภาคเหนือ’ เป็นหนึ่งในปัญหาร้ายแรง คุณปกรณ์ก็ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลและจัดการไฟป่าในพื้นที่ ได้เล่าให้ฟังว่า “กลุ่มอาสาสมัครพิทักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมหมู่บ้านนั้นก็ได้รับความอนุเคราะห์จากหลายหน่วยงาน และเครื่อข่ายที่ได้ส่งวิทยากรมาให้ความรู้ในด้านการป้องกันไฟป่าและร่วมกันส่งเสริมการสร้างจิตสำนึก เช่น จัดให้มีการบวชป่าและทำฝายแม้วโดยทั้ง 9 หมู่บ้าน ชวนนักเรียนมาร่วมกันทำกิจกรรม และปลูกจิตสำนึก “ถ้ามีการเผาป่า บางสิ่งบางอย่างก็จะเสียหาย” และมีการทำแผนแบบนี้ต่อเนื่องในทุกๆปีด้วย

ที่ผ่านมาในพื้นที่ของเรามีการทำงานแก้ไขปัญหาหมอกควัน สิ่งแวดล้อมร่วมกับหน่วยงานในพื้นที่ หน่วยงานท้องถิ่นและผู้นำในท้องที่ในเรื่องของการป้องกันไฟป่าหากมีไฟไหม้ป่า ผมก็จะเป็นผู้ประสานงานกับหน่วยดับเพลิงของท้องถิ่นและชุมชนเข้าช่วยกันดับไฟป่า ซึ่งในพื้นที่เราก็จะมีโรงน้ำตาลซึ่งมีการปลูกอ้อย เราก็ได้เข้าไปพูดคุยและทำข้อตกลงในการงดเผาไร่อ้อยแล้วทำให้การเผาในปีนี้ไม่ค่อยมากเท่าไหร่นัก และไฟป่าปีนี้ก็ไม่มากเท่าปีที่ผ่านๆมา  นอกจากการเตรียมการ และเฝ้าระวังแล้ว ในพื้นที่ตำบลดงคู่ยังมีการนัดประชุมเดือนละครั้ง โดยมีผู้ใหญ่บ้านทุกหมู่บ้าน, เจ้าหน้าที่ส่วนท้องถิ่น, ตำรวจ, เจ้าหน้าที่สาธารณสุข และตัวแทนจากโรงงานในพื้นที่ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล และแจ้งข่าวสารให้ทุกคนได้ทราบไปพร้อมๆกัน และจากการขับเคลื่อนงานกันอยู่เสมอ จึงได้มีการตั้งกลุ่ม LINE ต่างๆขึ้น ไม่ว่าจะเป็น ของตำบล, กลุ่มอสม., กลุ่มผู้ใหญ่บ้าน, กลุ่มเครือข่ายสิ่งแวดล้อม, กลุ่มสาธารณสุข เพื่อส่วนงานต่างๆจะได้ส่งข้อมูลประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานของตนเองเข้าไปยังกลุ่ม LINE ได้โดยตรง และทันท่วงที

ตลอดระยะเวลา 15 ปี ในฐานะกำนัน ทำให้คุณปกรณ์ได้เข้ามาอยู่ในกระบวนการดูแลพื้นที่ และเห็นภาพรวม จึงได้เข้ามาเป็นอาสาสมัครอย่างต่อเนื่อง แม้จะหมดวาระการเป็นกำนันไปแล้ว ก็ยังอาสาเป็นผู้ประสานกับทางจังหวัดอย่างต่อเนื่อง

รวมถึงการเป็นจิตอาสาที่ช่วยดูแลเรื่องต่างๆ“ขยะ”ในพื้นที่ก็เป็นอีกเรื่อที่กลุ่มจิตอาสาได้เข้าไปช่วยสื่อสารการจัดการขยะ แม้ขยะในพื้นที่ไม่ได้มีมากนัก เพราะพื้นที่ส่วนใหญ่ใช้ทำการเกษตร และในพื้นที่ก็มีนโยบายในการจัดการพอสมควรกลุ่มอาสาสมัครจึงส่วนหนึ่งที่ช่วยเข้าไปสื่อสารการรณรงค์ปลูกฝังจิตสำนึกกับชาวบ้านและประชาสัมพันธ์ เรื่องการจัดการขยะขยะเปียก หรือขยะที่ย่อยสลายได้ก็ให้จัดการฝังกลบ ส่วนขยะที่จำเป็นต้องเผาก็ทยอยเผาทีละนิดทีละหน่อยเพื่อเป็นการช่วยลดปัญหา‘ฝุ่นและควันพิษ’

นอกจากประชาสัมพันธ์เรื่องลดการเผาขยะแล้ว เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ทำการเกษตร ทางกลุ่มอาสาสมัครจำเข้าไปมีส่วนร่วมใน“การจัดการน้ำ” ในพื้นที่ด้วย“ในชุมชนของเราปลูกอ้อยหนาแน่น แต่พื้นที่เราไม่มีแหล่งน้ำในการเกษตรเลยอาศัยน้ำฝนที่มาจากภูเขา เราเลยต้องมีระบบการจัดการน้ำในเขตพื้นที่ โดยทำฝ่ายน้ำล้นเป็นระยะๆอีกส่วนหนึ่งกั้นฝายน้ำล้นมายังลำห้วยลำเหมืองปล่อยไปตามที่นาเป็นระยะๆ เพราะลำเหมืองธรรมชาติถ้าฝนไม่ตกก็จะไม่มีน้ำ”

นอกจากงานอาสาต่างๆที่ได้กล่าวมาทั้งหมดนั้นนายปรกรณ์ แหลมหลัก ก็ยังเป็นแกนหลักในการร้องขอใช้พื้นที่ราชพัสดุจำนวน 8 ไร่ เพื่อใช้เป็นที่สาธารณะประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ โดยได้งบของกองทุนหมู่บ้านมาสร้างอาคารประชารัฐเพื่อให้ชาวบ้านได้นำผลผลิตต่างๆไปค้าขาย และยังได้ประสานของบประมาณกับทางองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุโขทัย เพื่อนำงบมาทำเป็นถนนรอบพื้นที่สำหรับวิ่งออกกำลังกายและพื้นที่ 8 ไร่นี้ยังใช้จัดกิจกรรมตลาดนัดประชารัฐ สัปดาห์ละ1 ครั้ง

เป็นสถานที่วันประเพณีลอยกระทงปีละ1 ครั้ง และยังเป็นสถานที่ที่จัดกิจกรรมที่ใครอยากจัดกิจกรรมอะไรก็สามารถมาใช้พื้นที่ได้ และเนื่องจากพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ใกล้กับป่าชุมชนดอยโจ้โก้ จึงเหมาะในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชุมชนอีกด้วย

โพสต์ใหม่