หน้าแรกบทความ-เรื่องเล่าคนตำบลนาบัวรักและหวงแหนป่าเพราะเคยเจอสภาพ “ป่าหมด คนลำบาก”

คนตำบลนาบัวรักและหวงแหนป่าเพราะเคยเจอสภาพ “ป่าหมด คนลำบาก”

บ้านนาคล้าย: การลดปัญหาทรัพยากรเพื่อการพึ่งพาอย่างยั่งยืน
เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างชุมชนที่อยู่กับป่ากับป่าไม้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ไหนต่างแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในเชิงของการเกื้อกูลกันระหว่างคนกับป่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คนอยู่กับป่าคอยทำหน้าที่ในการดูแลป่า ในขณะที่ป่าเองก็คอยตอบแทนคนดูแลป่าผ่านการเป็นแหล่งอาหาร แหล่งที่อยู่อาศัย แหล่งปัจจัย 4
บ้านนาคล้าย หมู่ 1 ตำบลนาบัว อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก เป็นชุมชนที่อาศัยอยู่ในป่าและเกื้อกูลกับป่ามาอย่างยาวนาน โดยป่าได้ให้ประโยชน์ต่อคนในชุมชนทั้งทางตรงและทางอ้อมไม่ว่าจะเป็น
1.ทางตรง คือการเป็นแหล่งอาหาร หรือ super market ทั้งในอดีต จนถึงปัจจุบัน เป็นแหล่งอาหารขนาดใหญ่ที่อยู่ล้อมรอบตำบล เป็นแหล่งที่ทุกคนในตำบลมาใช้ประโยชน์ร่วมกัน มาจับจ่ายใช้สอย ทั้งเป็นแหล่งอาหาร พืช ผัก ผลไม้ สัตว์ป่านานาชนิด อีกทั้งยังเป็นแหล่งยาชั้นดี ประกอบไปด้วยสมุนไพรหลากหลาย ป่าสามารถตอบโจทย์การดำเนินชีวิตของคนในชุมชนคิดเป็นร้อยละ 80 เมื่อเทียบกับการผลิตพืชผักปลูกเองและซื้อจากตลาด
2.ประโยชน์ทางอ้อม ชาวบ้านนาคล้ายได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากป่า คือใช้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ โดยส่วนใหญ่ชาวบ้านเลี้ยงวัวพันธุ์พื้นเมืองแบบปล่อยให้หากินเอง พื้นที่ป่าจึงไม่เพียงคนเท่านั้นที่ได้ใช้ประโยชน์สารพัดหากแต่ยังรวมถึงสัตว์ด้วย
3.ประโยชน์ด้านสุขภาพ ลดหมอกควันที่ทำให้เกิดมลพิษในอากาศ สาเหตุที่ทำให้เกิดปัญหาโรคร้ายต่างๆ ทำให้คนในชุมชนมีสุขภาพแข็งแรง ลดการพึ่งพาการรักษาจากการแพทย์สมัยใหม่
บ้านนาคล้าย เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำน้ำแควน้อย ป่าต้นน้ำลำน้ำตอน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่หล่อเลี้ยงคนทั้งตำบลนาบัว สภาพป่าไม้ในพื้นที่เป็นป่าที่หลงเหลือจากการทำสัมปทานป่าไม้ (ตำบลนาบัว เป็นพื้นที่สัมปทานป่าไม้เมื่อปี 2527) สภาพป่าแห้งแล้ง ขาดความอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านในชุมชนเริ่มตระหนักถึงปัญหาทรัพยากรในพื้นที่ เมื่อวันหนึ่งชาวบ้านไม่สามารถหาไม้มาทำตอกมัดข้าวได้ ต้องมีการไปตัดไม้จากที่อื่น มีการตั้งคำถามว่า “บ้านเรามีป่า มีต้นน้ำ แล้วทำไมต้องไปตัดไม้จากพื้นที่ตำบลอื่น” นอกจากนั้นปัญหาไฟป่าและหมอกควันยังเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่ชุมชนต้องเผชิญ โดยปัญหาการเกิดไฟป่าของชุมชนในตำบลนาบัวส่วนใหญ่ เกิดจากคนต่างถิ่นมีการลักลอบเข้ามาล่าสัตว์ในพื้นที่ มีการล่าสัตว์ที่ต้องอาศัยไฟ เช่น การจุดไฟตีผึ้ง การล่าตัวนิ่ม ด้วยปัญหาดังกล่าวจึงนำมาสู่การจัดการปัญหา ด้วยแนวคิด “ป่าไม้สามารถฟื้นฟูได้หากทุกคนช่วยกัน” โดยชุมชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ สร้างสำนึกให้คนในชุมชน
โดยที่ผ่านมาชุมชนมีการจัดการบริหารทรัพยากรทั้งประเด็นป่าเสื่อมโทรมและปัญหาไฟป่าและหมอกควัน บนพื้นฐานการบริหารจัดการโดยชุมชนมีส่วนร่วม การสร้างจิตสำนึกให้คนในชุมชนและสืบทอดสู่รุ่นต่อรุ่น อาศัยจุดแข็งของชุมชนที่มีความแตกต่างหลากหลายของกลุ่มชาติพันธุ์ในชุมชน มีวัฒนธรรมชุมชนที่สืบทอดต่อกันมา มาเป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการปักธงวันสงกรานต์บนภูเขาซึ่งเป็นที่ตั้งป่าชุมชน การเลี้ยงปาง การบวชป่า โดยมีความร่วมมือกับองค์กร ภาคส่วนต่างๆ ทั้งหน่วยงานรัฐ องค์กรภาคประชาสังคม องค์กรศาสนา หรือที่สำคัญคือ กิจกรรมตำบลนาบัวที่เรียกว่า “งานเวทีวิชาการชาวบ้านตำบลนาบัว” ซึ่งเป็นเวทีความร่วมมือระหว่างคนในชุมชนตำบลนาบัวแต่ละหมู่บ้านร่วมกับภาคประชาสังคม หน่วยงานของรัฐในการจัดกิจกรรมร่วมกันในประเด็นด้านทรัพยากร มีการนำเสนอผลงานการดำเนินงานของแต่ละกลุ่ม โดยกิจกรรมดังกล่าวจะมีการจัดขึ้นปีละ 1 ครั้ง ในวันที่ 8 มกราคม ของทุกปี หมุนเวียนให้แต่ละหมู่บ้านเป็นเจ้าภาพ ปัจจุบัน (ปี 2564)เป็นปีจัดงานครั้งที่ 22
นอกจากนั้นที่ผ่านมายังมีการดำเนินงานที่เกี่ยวเนื่องกับประเด็นการอนุรักษ์ทรัพยากรและเพื่อลดปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ไม่ว่าจะเป็น
1.มีการจัดตั้งคณะกรรมาการดูแลป่า และออกกฎระเบียบ เช่น การประกาศหวงห้ามการนำหน่อไม้ออกมาขายให้กับพ่อค้าที่มารับซื้อในหมู่บ้าน โดยกำหมดให้หยุดนำการนำหน่อไม้ออกขายตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคมถึงสิ้นปีของทุกปี หากผู้ใดฝ่าฝืนจะถูกคณะกรรมาจับกุมส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2.ห้ามตัดไม้เผาถ่าน โดยจัดประชุมชี้แจงให้กับชุมชน ในการคัดเลือกไม้ที่จะนำมาเผาถ่าน เช่น ไม้ที่ตายแล้ว ไม้ที่โค่นล้มตามธรรมชาติ หรือแนะนำชุมชนให้หันมาใช้เตาแก๊ส หรือเตาเศรษฐกิจจากซังข้าวโพด
3.ให้ความรู้ชุมชนเกี่ยวกับการห้ามจุดไฟเผาป่าในฤดูแล้ง การให้ความรู้เรื่องการเผาป่า ความรู้เรื่องผลกระทบจากการเผาป่า ทั้งต่อวิถีชีวิตมนุษย์และสัตว์ป่า ผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ
4.การดับไฟป่า โดยเมื่อมีไฟป่าเกิดขึ้นในเขตอนุรักษ์ ผู้ที่อยู่ในชุมชนจะออกไปช่วยกันดับไฟ โดยมีผู้นำและแกนนำร่วมวางแผนในการเข้าไปดับไฟเพื่อให้ได้ผลอย่างมีประสิทธิภาพ
5.มีการปลูกป่าเสริมในพื้นที่โล่งเตียน และขอความร่วมมือจากหมู่บ้านข้างเคียงในตำบล รวมทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล โรงเรียน เครือข่ายสิ่งแวดล้อมภาคประชาชน และกลุ่มคนรักป่าต้นน้ำลำน้ำตอน เพื่อเข้าร่วมการปลูกป่า การอนุรักษ์วังปลาหรือวังมัจฉาในเขตลำน้ำอนุรักษ์แควน้อยที่ไหลผ่านหมู่บ้าน
6.การปลูกป่าเสริมในพื้นที่ที่ไฟป่าเผาตาย ปลูกเสริมแหล่งต้นน้ำในป่าชุมชน
7.มีการเข้าร่วมเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ป่าต้นน้ำลำนำตอนและป่าชุมชน ส่งผลให้เกิดกฎกติกาของชุมชนเกิดการรู้มูลค่าและคุณค่าของป่า เกิดการกระบวนการเรียนรู้เรื่องป่าร่วมกันของคนในชุมชน ผ่านการทำงานวิจัย และเกิดกระบวนการทำงานร่วมกันอย่างมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและหน่วยงานต่างๆ

โพสต์ใหม่