หน้าแรกบทความ-เรื่องเล่า"สวนพลู" ต้นแบบชุมชน ปกป้องผืนป่า สร้างศรัทธาเป็น แก้วิกฤตปัญหาไฟป่าได้ยั่งยืน

“สวนพลู” ต้นแบบชุมชน ปกป้องผืนป่า สร้างศรัทธาเป็น แก้วิกฤตปัญหาไฟป่าได้ยั่งยืน

“ป่าชุมชนบ้านสวนพลู”อีกหนึ่งต้นแบบการรวมพลังของคนในชุมชน ร่วมหวงแหนปกป้องผืนป่า สร้างศรัทธาเป็น“ป่าศักดิ์สิทธิ์”แก้วิกฤตปัญหาไฟป่าได้ยั่งยืน
ป่าชุมชนบ้านสวนพลู ตั้งอยู่ที่ตำบลทัพหลวง อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี มีพื้นที่ประมาณ 6,300 ไร่โดยมี 4 ชุมชนในตำบลเดียวกันที่ติดกับพื้นที่ป่าชุมชนนี้คือ บ้านทัพหลวง ม.1 บ้านทัพคล้าย ม.2 บ้านสวนพลู ม.5 และบ้านพุต่อ ม.15 นอกจากนี้ผืนป่านี้ยังตั้งติดกับพื้นที่ตำบลหูช้าง ตำบลบ้านใหม่คลองเคียน และตำบลห้วยแห้ง สภาพพื้นที่เป็นแนวเทือกเขาหินปูนที่สลับซับซ้อนทั้งเขาตำแย เขาราวเทียน เขาไม้รวก เขาพุกอีควาย ฯลฯ ทอดยาวโอบล้อมบ้านสวนพลู ตำบลทัพหลวง อำเภอบ้านไร่ ชุมชนเล็กๆ ที่สืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษชาวลาวเวียงจันทน์ พื้นที่ดังกล่าวได้ขึ้นทะเบียนเป็นป่าชุมชนกับกรมป่าไม้เมื่อปี พ.ศ.2560 แล้ว จำนวน 457 ไร่ ป่าแห่งนี้มีลัษณะป่า 3 ประเภทปะปนกันอยู่ คือ ป่าเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ และป่าไผ่ โดยในผืนป่าแห่งนี้ยังคงมีต้นตะเคียนทอง ยาง มะค่า ไม้แดง ไม้ประดู่ ฯลฯ เป็นไม้ใหญ่ที่มีอายุนับร้อยปี อยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนป่าพื้นล่างมีพืชผักหลายชนิด เช่น เห็ดโคน หน่อไม้ ผักหวาน เห็ดไผ่ เห็ดรวก เห็ดเผาะ หน่อไม้รวก หน่อไม้ไผ่นวล หน่อไม้ไผ่ป่า ฯลฯ การจัดการป่าแต่ละประเภทจึงแตกต่างกันไป
บ้านสวนพลู แบ่งเขตการปกครองออกจาบ้านทัพหลวง มาตั้งเป็นบ้านสวนพลู หมู่ที่ 5 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 เป็นต้นมา ปัจจุบันมีประชากร 576 คน 175 ครัวเรือน ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทำไร่อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเป็นหลัก ตั้งบ้านเรือนเกาะกลุ่มเรียงรายอยู่สองข้างทาง ซึ่งมีคนทั้งพื้นที่เดิมและกลุ่มที่อพยพเข้ามาภายหลัง แต่สืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษเดียวกัน คือ ลาวเวียงจันทน์ที่ถูกกวาดต้อนเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่แถบภาคกลางตั้งแต่สมัยต้นรัตนโกสินทร์กว่า 200 ปีมาแล้ว พวกเขาเรียกตัวเองว่า “ลาวกา” หากคนทั่วไปรู้จักกันในนาม “ลาวครั่ง” ตามเอกลักษณ์การใช้ครั่งย้อมเส้นไหมเป็นสีแดงทอผ้าตีนจก
ด้วยสภาพภูมิประเทศที่โอบล้อมด้วยภูเขาหินปูนเป็นแนวยาว มีเพียง “พุก่าง” น้ำซับที่เรียกชื่อตาม “ปลาก้าง” ที่มีมากในลำน้ำ สายน้ำจากพุก่างไหลจากภูเขาลงสู่พื้นที่ราบด้านล่าง หล่อเลี้ยงชีวิตชุมชนด้วยภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ ใช้ไม้ไผ่ต่อน้ำจากพุก่างลงมาเป็นประปาภูเขาใช้ในหมู่บ้าน ในอดีตที่ผ่านมาผู้นำชุมชนได้สั่งสอนลูกหลานไม่ให้ตัดต้นไม้ทุกชนิดที่บริเวณพุก่างอันเป็น “ป่าต้นน้ำศักดิ์สิทธิ์” ของชุมชน จนถือเป็นวัฒนธรรมสืบทอดกันมา แต่ภายหลังการสร้างถนนลูกรังเชื่อมต่อกับอำเภอหนองฉาง อำเภอบ้านไร่ ในปี พ.ศ. 2508 ทำให้มีราษฎรจากหลายท้องที่ เช่น ชัยนาท สุพรรณบุรี นครสวรรค์ พิจิตร เพชนบูรณ์ เป็นต้น อพยพเข้ามาจับจองพื้นที่ทำกินมากขึ้น ป่าไม้เริ่มถูกบุกรุกทำลาย ต่อมาในปีพ.ศ.2523 มีนายทุนเข้ามาตัดไม้ กว้านซื้อที่ดิน ของป่า และหน่อไม้ ด้วยสำนึกและรู้ซึ้งถึงคุณค่าของผืนป่าที่ผลิตน้ำให้พวกเขา จึงเป็นจุดเริ่มต้นพลังความร่วมมือของชุมชน ร่วมกันรักษาป่า พุก่าง ไว้เป็นป่าต้นน้ำลำธารแหล่งน้ำของหมู่บ้าน ไม่ให้ขาดแคลนน้ำใช้เหมือนกับหมู่บ้านอื่นๆ ชุมชนจึงหาแนวทางการป้องกัน และกำหนดกฎระเบียบที่ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม โดยการประกาศกฎระเบียบเกี่ยวกับการดูแลรักษาป่าและน้ำ การดูแลป่าจึงเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องช่วยกันดูแล มีการตั้งคณะกรรมการดูแลป่าชุมชน ช่วยกันดูแลรับผิดชอบจัดตั้งเวรยามลาดตระเวน สอดส่องดูแลผู้กระทำความผิด ส่วนทรัพยากรน้ำจะใช้น้ำประปาภูเขาร่วมกับบ้านพุต่อ หมู่ 15 โดยจะสลับวันกันใช้ มีการตั้งกฎระเบียบการใช้น้ำ กำหนดให้แต่ละครอบครัวมที่ใช้น้ำต้องจ่ายค่าบำรุงปีละ 50 บาท เพื่อเป็นกองทุนในการดูแลพัฒนาแหล่งน้ำ โดยคณะกรรมการดูแลแหล่งน้ำซับและอ่างน้ำเป็นผู้รับผิดชอบจัดเก็บ นอกจากนี้แต่ละครัวเรือนที่ใช้น้ำจะต้องส่งตัวแทนไปร่วมกันพัฒนาอ่างเก็บน้ำพุก่างทุกเดือนด้วย
ชุมชนบ้านสวนพลู เป็นชุมชนต้นแบบในเรื่องการดูแลจัดการป่าอย่างยั่งยืนในพื้นที่ภาคกลาง คนในชุมชนที่นี่ร่วมกันดูแลมากว่า 40 ปี แล้ว “การดูแลป่าทำมาตั้งแต่รุ่นพ่อแล้ว ก่อนปี 2528 พ่อผมเป็นผู้ใหญ่บ้าน (ประมาณ 2521) ต่อมารุ่นผู้ใหญ่สมบูญ จนมาถึงรุ่นผมเป็นผู้ใหญ่บ้านมา 18 ปี แล้ว แต่ไม่ได้มีรูปแบบการจัดการมากมาย ก็ทำแบบช่วยๆ กัน หลังๆ มา ก็มีคณะต่างๆ มาศึกษาดูงานป่าต้นน้ำ ดูการทำประปาภูเขา มาทำกิจกรรมต่างๆ ที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้นำมาบ้าง จังหวัดพามาบ้าง จนชุมชนได้รับรางวัลลูกโลกสีเขียว เมื่อปี 2545” ผู้ใหญ่สุวิน ชักนำ ผู้ใหญ่บ้าน บ้านสวนพลู กล่าว
ผลจากพลังความร่วมมือร่วมใจปฏิบัติตามกฎระเบียบ ช่วยกันลาดตระเวนป้องกันไฟป่า การป้องกันการลักลอบตัดไม้ เก็บหาของป่า เก็บหน่อไม้ ของบุคคลภายนอกเพื่อไปขาย ช่วยกันดับไฟป่า ทำแนวกันไฟทุกปีช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม ปลูกป่าเพิ่มเติมในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมเพื่อฟื้นฟูป่าที่เสื่อมโทรม ทำให้สามารถรักษาป่าต้นน้ำที่อุดมสมบูรณ์ไว้ได้ นอกจากนี้ยังมีการใช้ป่าเป็นห้องเรียนธรรมชาติสืบสานสู่เยาวชน ขยายความร่วมมือสู่เพื่อนบ้านในชุมชนข้างเคียงรอบผืนป่าการสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการรักษาผืนป่าใหญ่แห่งนี้ สามารถปกป้องป่าผืนใหญ่ไว้เป็นสมบัติของลูกหลานได้
วันนี้ที่บ้านสวนพลู ผู้สืบเชื้อสายจากบรรพบุรุษลาวเวียงจันทน์ สืบสานวัฒนธรรมการดูแลรักษาป่าต้นน้ำซึ่งถือว่าเป็น “ป่าศักดิ์สิทธิ์” มาตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายาย “พุก่าง” แหล่งน้ำซับจากภูเขาสูงกลางผืนป่าไหลหล่อเลี้ยงชีวิตพวกเขามาเนิ่นนาน เป็นศูนย์รวมจิตใจของผู้คนที่แม้จะมาจากต่างถิ่นที่ พวกเขารู้ว่าป่ามีคุณค่ามากเพียงไร ป่ามิได้เป็นเพียงแหล่งน้ำ หากคือคลังผลิตอาหาร สมุนไพร รักษาโรค เป็นแหล่งขุมทรัพย์ทางปัญญาที่ยิ่งใหญ่ คนในชุมชนได้อยู่ร่วมกับป่ามานานหลายสิบปี พวกเขาจึงสำนึกรู้คุณค่าของผืนป่า สั่งสอนลูกหลานให้ช่วยกันดูแลรักษา จนเป็นวัฒนธรรมที่สืบต่อกันอย่างมั่นคง

โพสต์ใหม่