หน้าแรกบทความ-เรื่องเล่าป่าชุมชน “ซับพุทรา”มีป่าจึงมีเรา มีเราจึงมีป่า

ป่าชุมชน “ซับพุทรา”มีป่าจึงมีเรา มีเราจึงมีป่า

ถ้าพูดถึงพื้นที่ป่าสีเขียวและแหล่งท่องเที่ยวของเพชรบูรณ์ เรานึกถึงที่ไหนกันบ้าง?

หลายคนอาจจะนึกถึง “เขาค้อ” หรือไม่ก็ “ภูทับเบิก” ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลักที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้กับจังหวัดเพชรบูรณ์ หรือถ้าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เป็นป่าผืนใหญ่ก็คงจะหนีไม่พ้นอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวและอุทยานแห่งชาติทุ่งแสลงหลวงซึ่งเป็นเป้าหมายในการท่องเที่ยวสัมผัสธรรมชาติของนักท่องเที่ยวหลายๆ คน

แต่ถ้ามองลึกลงไปในระดับตำบลแล้วก็ยังมีอีกหลายพื้นที่ที่สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวแนววิถีชีวิตและธรรมชาติ ให้กับคนเพชรบูรณ์ได้ หนึ่งในนั้นคือ ตำบลซับพุทรา ในเขตพื้นที่อำเภอชนแดน

ตำบลซับพุทราเป็นตำบลเล็กๆ ที่มีเพียง 9 หมู่บ้านแต่กลับมีสิ่งที่สำคัญมากสำหรับชุมชนที่อยู่ติดผืนป่า นั่นคือ การมี “เครือข่ายป่าชุมชน” ถึง 8 หมู่บ้าน จนได้รับรางวัลชนะเลิศรางวัลลูกโลกสีเขียวประเภทป่าชุมชนในปี 2555 ซึ่งเป็นรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของคนในชุมชนที่มีการอนุรักษ์และการรักษาป่าให้มีความอุดมสมบูรณ์มานับสิบปี

ซึ่งกว่าจะมาเป็นรางวัลนี้ได้ก็คงต้องย้อนกันไปประมาณปี 2480-2490 กันเลยทีเดียว เพราะช่วงนั้นองค์การอุตสาหกรรมทำไม้และบริษัทค้าไม้ของต่างชาติได้เข้ามาสัมปทานป่าไม้ทางภาคเหนือจำนวนมาก ทำให้ป่าในพื้นที่ภาคเหนือทั้งตอนบนตอนล่างหมดความอุดมสมบูรณ์จนกระทั่งได้มีการปิดสัมปทานป่าในอย่างถาวรในปี 2532

แต่แม้จะมีการปิดสัมปทานป่าไปแล้ว ป่าของตำบลซับพุทราก็ยังต้องพบสภาพที่เลวร้ายลงไปอีกเมื่อชาวบ้านทั้งพื้นที่และต่างพื้นที่ต่างก็เข้าไปตัดไม้ที่เหลือออกมาใช้จนกลายเป็นเขาหัวโล้น จนทำให้ชุมชนต้องพบปัญหาทั้งเรื่องของดิน น้ำทำการเพาะปลูกได้ยากขึ้น ความเดือดร้อนที่มาถึงตัวของทุกคนนั่นเองที่ทำให้คนในหมู่บ้านเริ่มคิดได้ว่า ไม่มีน้ำเพราะไม่มีป่า

อภิศักดิ์ สรียากุล  ผู้นำเครือข่ายป่าชุมชนตำบลซับพุทราได้เล่าให้ฟังว่า “ประมาณปี 2548 ได้เริ่มรวมตัวกันจากคนในชุมชนไม่กี่คนทำเรื่องการฟื้นฟูป่าชุมชนในพื้นที่ของบ้านตัวเอง และจากนั้นก็ค่อยๆ ขยายแนวคิดออกไปสู่หมู่บ้านอื่นๆ”

เพราะตระหนักและเห็นกับตาของทุกคนแล้วว่าการไม่มีป่ามีผลกระทบต่อชีวิตทุกคนอย่างไร เครือข่ายชุมชนเพื่อร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กระทั่งองค์กรของภาครัฐเห็นว่าชุมชนทำเรื่องการฟื้นฟูป่ากันอย่างจริงจังจึงเข้ามาสนับสนุนให้กลุ่มของชาวบ้านไปดูงานในพื้นที่ของ บ้านมูเซอ อ.แม่สอด จ.ตาก ซึ่งการไปดูงานครั้งนี้ทำให้ผู้นำชุมชนอย่างอภิศักดิ์ ได้เกิดแรงบันดาลใจเพื่อจะกลับมาฟื้นฟูสภาพป่าในพื้นที่ตนเองเป็นอย่างมาก

“เราไปบ้านเขาทำไมบ้านเขาถึงชุ่มชื้นที่พื้นดินมีตะไคร่น้ำสีเขียวฝนตกลงมาเป็นชั่วโมงๆ น้ำก็ยังใสไม่เป็นสีแดงเหมือนบ้านเรา”

หลังจากการดูงานที่ บ้านมูเซอ อ.แม่สอด จ.ตาก อภิศักดิ์ก็นำแนวคิดที่ได้จากการดูงานมาปรับใช้ เริ่มจากการสร้างความเข้าใจเรื่องความสำคัญของป่าชุมชนกับคนในชุมชนเมื่อคนในชุมชนเข้าใจร่วมกันก็ตั้งคณะกรรมการป่าชุมชนขึ้นมาเพื่อที่จะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการฟื้นฟูและอนุรักษ์ป่าชุมชนของตัวเอง ซึ่งกิจกรรมที่ทำมากันโดยตลอดในการฟื้นฟูคือการปลูกป่า บวชป่า เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว

ความร่วมแรงร่วมใจที่จะฟื้นฟูและปกป้องผืนป่าของตนเองอย่างต่อเนื่องยาวนานหลายปีทำให้พวกเขาได้รับรางวัล “เครือข่ายป่าชุมชนดีเด่น ในการประกาศรางวัลลูกโลกสีเขียว ปี 2555” ซึ่งเป็นรางวัลที่ทำให้สมาชิกเครือข่ายทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจเป็นอย่างมาก

แต่การดูแลป่าชุมชนของตำบลซับพุทราไม่ได้มีเพียงการฟื้นฟูสภาพป่าอย่างเดียวเท่านั้น เพราะในระยะหลังพวกเขาพบปัญหาหมอกควันไฟป่าที่ทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกขึ้น เครือข่ายป่าชุมชนซับพุทราจึงได้มีการจัดการไฟป่าร่วมกัน จนเกิดกลุ่มอย่างเป็นทางการ คือกลุ่ม “เครือข่ายรักษาทรัพยากรธรรมชาติของตำบลซับพุทรา” ขึ้น โดยเป็นเครือข่ายที่ได้รับการสนับสนุนของกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมในนาม “เครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์สิ่งแวดล้อม” หรือเรียกสั้นๆ ว่า ทสม. ตำบลซับพุทรา โดยทั้ง 9 หมู่บ้านของ ต.ซับพุทรา มีทสม.อยู่หมู่บ้านละประมาณ 10 คน

ภารกิจหลักของกลุ่มทสม.คือ ปฏิบัติการป้องกันและดูแลไฟป่า โดยเฉพาะถ้าเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม กลุ่ม ทสม.จะร่วมกันทำแนวกันไฟเพื่อป้องกันไฟป่าที่อาจจะลามจากพื้นที่ป่าเข้ามายังป่าชุมชนที่ดูแลกันอยู่ ในฤดูกาลที่เกิดไฟป่า ทสม. ก็จะเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการเข้าระงับเหตุไฟป่าของชุมชนและมีการจัดชุดลาดตระเวนไฟป่าและชุดเคลื่อนที่เร็วในการเข้าระงับเหตุไฟป่าที่จะสร้างหมอกควันให้กับพื้นที่

อภิศักดิ์เล่าว่า “ก่อนหน้านี้มันก็เป็นงานอาสาสมัครที่คนในชุมชนและกรรมการป่าชุมชนทำรวมกันซึ่งไม่ได้มีค่าตอบแทนใดๆ แต่ทุกคนก็เต็มใจที่จะทำเพราะว่าเราฟื้นฟูป่าชุมชนมาเป็นสิบๆ ปีมันอยู่ในจิตสำนึกของคนในชุมชนที่จะต้องช่วยกันอยู่แล้ว แต่ช่วงหลังๆ 2-3 ปีที่ผ่านมาภาครัฐและเอกชนเล็งเห็นถึงความสำคัญของปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นในบ้านเราเขาก็สนับสนุนทั้งงบประมาณและอุปกรณ์ผ่านลงมาทางองค์การบริหารส่วนตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบลเองก็มีรถบรรทุกน้ำที่พร้อมออกไปดับไฟทันทีงานของชาวบ้านจึงเบาลงส่วนหนึ่ง”

จากรางวัลลูกโลกสีเขียวสู่การวางแผนอนาคต ทุนทรัพย์ที่ได้รับจากการชนะเลิศรางวัลลูกโลกสีเขียว อภิศักดิ์บอกว่า“เราเอาเงินที่ได้มาตั้งกองทุนให้กับเด็กนักเรียนเพื่อทำกิจกรรมปลูกฝังเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรในพื้นที่ของตำบลซับพุทรา เพื่อให้เด็กเข้าใจเรื่องของป่าที่เราต้องรักษา”

โดยกิจกรรมที่ทำเรื่องของการอนุรักษ์ป่าของชุมชนจะมีเด็กเข้าร่วมตลอดเพื่อเป็นการส่งมอบภารกิจในการพิทักษ์และดูแลทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนในวันข้างหน้าจากรุ่นสู่รุ่น

และนี่เป็นภารกิจของกลุ่มคนที่เชื่อว่าจะเป็นชุมชนตัวอย่างที่ดีในเรื่องของการฟื้นฟู ดูแลรักษาป่าและส่งต่อไม้ให้กับเยาวชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในชุมชนให้คงอยู่กับชุมชนให้ยาวนานที่สุด

ใครจะไปนึกล่ะว่าพื้นตำบลเล็กๆ ตำบลหนึ่งของจังหวัดเพชรบูรณ์ จะมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับวิถีชุมชนรักษาป่าที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งอย่างนี้ หากมีโอกาสแวะมาเพชรบูรณ์และอยากท่องเที่ยวป่า อย่าลืมตัวเลือกนำเที่ยวป่าชุมชนและวิถีชีวิตที่อิงแอบกับธรรมชาติอย่างตำบลซับพุทรา

Exit mobile version